ศิลปะสาวมะกัน นมวาดรูป ไอเดียกระฉูด!

| 2553-08-31 | 0 ความคิดเห็น |

"ไครา อิน วาร์สเซอกี"สาวอเมริกันวัย 34 ปี วาดภาพด้วยวิธีแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ด้วยการใช้หน้าอกขนาด 38DD แต้มสีละเลงแทนพู่กัน ประกาศขายในเน็ตร่วม 10 ปี สร้างรายได้กว่า 30,000/ชิ้น...

เดอะซัน รายงานเมื่อวันที่ 3 ส.ค.ว่า ไครา อิน วาร์สเซอกี วัย 34 ปี จากรัฐคอนเน็คติกัต สหรัฐอเมริกา ใช้หน้าอกหน้าใจขนาด 38DD สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ และประกาศขายในอินเทอร์เน็ต ทำเงินแต่ละชิ้นมากกว่า 600 ปอนด์ (กว่า 30,700 บาท)

ไครา เริ่มใช้หน้าอกแต้มสีละเลงวาดภาพแทนพู่กันครั้งแรกเมื่อปี 2544 จวบจนขณะนี้สร้างผลงานไปแล้วกว่าพันชิ้นงาน และประกาศขายในร้านค้าออนไลน์ "Turtle Kiss Designs"


เธอเผยว่า รู้สึกสนุกกับการสร้างผลงานที่แตกต่างออกไป และกำลังคิดการวาดภาพลงบนแคนวาสด้วยวิธีแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครเพิ่มอีก สำหรับจุดประสงค์หลักของผลงานเหล่านี้ คือการกระตุ้นอารมณ์เชิงศิลป์ผ่านผลงาน เพื่อเติมเต็มพื้นที่ว่างของที่อยู่อาศัยให้สวยงาม และจุดประกายบทสนทนาต่าง ๆ รวมไปถึงทำให้ผู้ชื่นชมงานศิลปะของเธอยิ้มออกมา

ทีมา...ไทยรัฐ

อย่าเปิด! ร้านกาแฟ แค่เห็น...เป็นแฟชั่น

| | 0 ความคิดเห็น |
"ก่อนหน้านี้มักมีคนมาขอคำแนะนำ ว่าอยากเปิดร้านกาแฟบ้าง จะต้องทำอย่างไร ซึ่งเธอมักย้อนถามกลับไปว่า อยากทำตามแฟชั่นหรือเพราะใจรัก หลายคนตอบคำถามไม่ได้ จึงไม่ต้องแนะนำอะไรกันต่ออีก"

"ร้านกาแฟ...น่ารักๆ"
คงเป็นธุรกิจอยู่ในความใฝ่ฝันของใครหลายคน แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถทำความฝันของตนให้เป็นจริง

หญิงสาววัย 33 ปีเศษ ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องราวในครั้งนี้ เคยมีหน้าที่การงานดี น่าพึงพอใจทั้งด้านรายได้และสถานภาพทางสังคม อยู่มาวันหนึ่ง เธอค้นพบว่าความปรารถนาในชีวิตของเธอไม่น่ายุติอยู่ตรงบทบาทของ "มนุษย์เงินเดือน"

ตกผลึกกับความคิดตัวเองเบ็ดเสร็จ จึงเด็ดเดี่ยวพอที่จะขอลาออกจากงานประจำ มาตั้งใจทำในงานที่รัก ก่อนทุกอย่างจะช้าเกินไป สุดท้ายเธอค้นพบแล้วว่าการเป็นเจ้าของ "ร้านกาแฟสักร้านหนึ่ง" นั้น เป็นงานเหนื่อยแต่สุขใจสำหรับเธอมากแค่ไหน

รักค้าขาย -ลงทุนหลักล้าน

คุณรัชดา คลองโปร่ง ที่อนุญาตให้เรียกแบบกันเองว่า คุณก้อย เจ้าของร้านกาแฟ Coffee Cafe Re Gelato (ค็อฟฟี่ คาเฟ่ เร เจลาโต้) ซึ่งตั้งอยู่ในย่านถนนเสนานิคม 1 กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจที่ดูแลอยู่ โดยเริ่มต้นให้ฟังถึงประวัติส่วนตัวเล็กน้อยว่า จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ เอกประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เคยทำงานในบริษัทย่านธุรกิจดังของกรุงเทพฯ ในตำแหน่งฝ่ายการตลาดตั้งแต่เรียนจบ เมื่อทำงานประจำรับเงินเดือนต่อเดือน ได้พักใหญ่ เริ่มเกิดความสงสัยว่าตัวเองชอบทำงานอะไรกันแน่

"ตอนนั้นงานประจำทำแล้วมีความสุขดีทุกอย่าง แต่ตัดสินใจลาออกมาเพราะรู้ตัวเองแล้วว่าชอบงานขายของ และหากอยากเริ่มต้นชีวิตในแบบที่ต้องการ คิดว่าช่วงอายุไม่เกิน 30 ปีนี่แหละ กำลังเหมาะ ไม่งั้นคงไม่ได้เริ่มต้นนับหนึ่งเสียที" คุณก้อย เล่ามาให้ฟัง

เมื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริงพบแล้ว คุณก้อยจึงเดินหน้าต่อด้วยการเดินทางไปฝึกปรือฝีมือด้านการทำ "เจลาโต้" หรือไอศกรีมสัญชาติอิตาเลียน ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือมีรสชาติอร่อยเหมือนกับไอศกรีมทั่วไปแต่มีไขมันต่ำกว่า กับพี่สาว ซึ่งเปิดร้านไอศกรีมดังว่าอยู่ก่อนแล้ว ที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อฝึกปรือฝีมือด้านการทำและการขาย เมื่อทำได้กว่าปี ทำให้ทราบว่า ตัวเธอเองนั้น ชอบ "ชงกาแฟ" อีกงานหนึ่งด้วย

"ตลาดที่ภูเก็ตเน้นบริการนักท่องเที่ยวแทบทั้งหมด รายรับจึงผันผวนง่าย เลยคิดว่าหากจะหวังรายได้จากนักท่องเที่ยวอย่างเดียว คงไม่รอดแน่ จึงตัดสินใจกลับมากรุงเทพฯ เพื่อเปิดร้านกาแฟหน้าบ้านตัวเอง" คุณก้อย ย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่ม

สำหรับบ้านพักอาศัยครอบครัวของคุณก้อยนั้น ตั้งอยู่ในซอยเสนานิคม ซึ่งหลายท่านอาจพอทราบมาบ้างแล้วว่า เป็นย่านมีชื่อเสียงมานานเกี่ยวกับอาหารการกินแทบทุกประเภท

"ซอยเสนาฯ เป็นแหล่งของอร่อย บางร้านขายมานานตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ แทบทุกวันจึงมีลูกค้าทยอยมาอุดหนุนกันตลอด ประกอบกับบ้านที่อาศัยอยู่มีบริเวณกว้างขวางพอจะดัดแปลงพื้นที่ส่วนหนึ่งให้เป็นร้านกาแฟได้ และแม้ในละแวกจะมีร้านกาแฟอยู่แล้ว แต่ของเราจะเป็นกาแฟบวกกับไอศกรีมอิตาเลียนโฮมเมด ตามแนวที่ตัวเองถนัด" เจ้าของเรื่องราว เล่า

ฟังเพลินๆ เหมือนธุรกิจนี้จะเริ่มต้นได้ไม่ยาก หากในความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะคุณก้อย เผยให้ฟังว่า ช่วงแรก คุณพ่อคัดค้านไม่อยากให้ลาออกจากงานประจำมาเปิดร้านกาแฟ แต่ทางคุณแม่นั้น สนับสนุน สุดท้ายคุณพ่อ ทนแรงเชียร์จากคู่ชีวิต และ "ลูกตื๊อ" ของลูกสาวไม่ไหว จึงอนุญาตให้ลงทุนในเวลาต่อมา

"ช่วงแรกคุณพ่อคัดค้าน อาจเพราะท่านคงเหมือนกับผู้ใหญ่ทั่วไป ที่อยากให้ลูก-หลาน ได้มีงานประจำทำ แต่ช่วงนั้นตัวเองออกอาการดื้อ เพราะรู้แล้วว่าชอบและอยากทำอะไร เมื่อตั้งใจแล้ว จึงเพียรอธิบายให้ท่านเข้าใจ จนยอมควักทุนหลักล้านบาทมาให้ก่อน เพื่อดัดแปลงพื้นที่ส่วนหนึ่งของบ้านทำเป็นร้านกาแฟติดแอร์" คุณก้อย เล่า

ได้ยินตัวเลขหลักล้านสำหรับการลงทุนร้านกาแฟแล้วตกใจ เหตุใดจึงกล้าขนาดนั้นทั้งที่เป็นธุรกิจเริ่มแรก คุณก้อย จึงอธิบายว่า เพราะอาคารร้านกาแฟนั้น สร้างอยู่บนพื้นที่ดินของตัวเอง ฉะนั้น เมื่อจะสร้างอะไรแล้ว ก็ควรทำให้ดีไปเลยดีกว่า เพราะถึงอย่างไรในอนาคตข้างหน้า เชื่อว่าทั้งที่ดินและตัวอาคารจะมีมูลค่าสูงขึ้น

กลัวคนไม่เข้า - ตอบรับเกินคาด

ร้าน ค็อฟฟี่ คาเฟ่ เร เจลาโต้ เปิดให้บริการมาแล้วปีเศษ แต่กว่าจะออกมาเป็นรูปเป็นร่างอย่างนี้ คุณก้อย บอกยอมรับว่า เหนื่อยมามาก เพราะงานเกี่ยวกับร้าน เธอทำแทบทุกอย่าง ตั้งแต่คุมคนงานก่อสร้างลงเสาเข็ม ไปจนทำไอศกรีม ชงกาแฟ กระทั่งเสิร์ฟให้ลูกค้าถึงโต๊ะ

"การเริ่มต้นนับหนึ่งนั้นยากมาก ตอนจะเปิดร้านวันแรก จำได้ว่ากลัวสารพัด กลัวมากที่สุดคือลูกค้าไม่เข้าร้าน ซึ่งวิธีการประชาสัมพันธ์ไม่ได้ทำเป็นใบปลิว ทำแค่ติดป้ายบอกหน้าร้าน และอี-เมล บอกเพื่อน แต่แล้วก็ผ่านมาได้ มีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนเกินคาดจนถึงวันนี้" คุณก้อย บอกก่อนยิ้มภูมิใจ

เจ้าของกิจการ บอกต่อว่า อาจด้วยเพราะในละแวก หายากที่จะมีร้านบรรยากาศดี ตั้งอยู่ริมบึงน้ำกว้าง มีต้นไม้ขนาดใหญ่ไว้ให้ร่มเงาตอนจอดรถ แต่ที่นี่มี จึงมีลูกค้าทยอยมาอุดหนุนอยู่ตลอด แต่เพียงแค่นั้นคงยังไม่พอที่จะทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ เพราะต้อง "ทำการบ้าน" อยู่ตลอด

"ตอนเป็นสาวออฟฟิศ จะมีเวลาส่วนตัวไปช็อปปิ้ง แต่พอมาทำธุรกิจ ตลอด 24 ชั่วโมง สมองต้องคิดตลอดว่าต้องทำอะไรต่อ จะทำโปรโมชั่นร้านยังไง ไอศกรีมตัวใหม่จะออกรสอะไรดี ซึ่งบางคนหาก 24 ชั่วโมงต้องคลุกคลีกับธุรกิจตลอดอาจรู้สึกทรมาน แต่สำหรับตัวเอง ยังมีความสุขกับมันดีอยู่" คุณก้อย เล่าด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเป็นสุข

สนทนามาถึงตรงนี้ มีคำถามเกี่ยวกับอุปสรรคในร้านกาแฟที่ดูแลอยู่ คุณก้อยยิ้มกว้าง ก่อนแย้มให้ฟัง ตั้งแต่ทำมาปีเศษ ยังไม่เคยเจออุปสรรคอะไรที่หนักใจ ยอดขายไม่เคยตกตั้งแต่เปิด แม้แต่ช่วงเกิดวิกฤตทางการเมือง หลายธุรกิจได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน แต่กิจการของเธอนั้น ดูเหมือนจะไปได้ดีกว่ายามปกติเสียอีก

"ตอนบ้านเมืองวุ่นวาย หลายกิจการในย่านการค้าสำคัญ มีอันต้องเสียหายไปตามกัน จึงอาจเป็นโอกาสสำหรับร้านค้ารายย่อยในชุมชน เพราะแม้ผู้คนจะหยุดงาน แต่อาหารการกิน รวมไปถึงกาแฟ ยังต้องทานกันอยู่ ช่วงนั้นเลยขายดีมากเป็นพิเศษ" คุณก้อย เล่า

ก่อนจากกันไป คุณก้อย บอกด้วยว่า ก่อนหน้านี้มักมีคนมาขอคำแนะนำ ว่าอยากเปิดร้านกาแฟบ้าง จะต้องทำอย่างไร ซึ่งเธอมักย้อนถามกลับไปว่า อยากทำตามแฟชั่นหรือเพราะใจรัก หลายคนตอบคำถามไม่ได้ จึงไม่ต้องแนะนำอะไรกันต่ออีก

"ที่ตั้งคำถามกลับไปอย่างนั้นไม่ใช่อยากจะทดสอบอะไร เพราะมันจะเชื่อมโยงต่อไปถึงการเลือกซื้อชุดอุปกรณ์ในการชง ว่าจะเลือกใช้แบบไหน อย่างไรก็ตาม อยากให้คนที่กำลังคิดจะลงทุนร้านกาแฟ ถามตัวเองให้ดีก่อน ไม่ใช่อยากทำเพราะเห็นว่าคนเขาทำกันเยอะ"

"เพราะถ้าต้องอยู่กับงานที่ไม่รักจริง คุณคงไม่มีความสุข แล้วมันจะทำให้ทุกอย่างแย่ไปหมด ทั้งหน้าตา จิตใจ รวมถึงอัธยาศัยไมตรีที่มีต่อลูกค้า" เจ้าของกิจการ ค็อฟฟี่ คาเฟ่ เร เจลาโต้ ฝากไว้อย่างนั้น

<>bร้าน ค็อฟฟี่ คาเฟ่ เร เจลาโต้ ตั้งอยู่เลขที่ 48/1 หมู่ 4 ถนนเสนานิคม 1 แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230 โทรศัพท์ (086) 709-4121 อี-เมล regina_cafe@hotmail.com และเว็บไซต์ www.regelato.com


ข้อมูลจำเพาะ
กิจการ ร้านกาแฟและไอศกรีมสไตล์อิตาเลียน
รูปแบบ คุณรัชดา คลองโปร่ง เจ้าของคนเดียว
ชื่อร้าน ค็อฟฟี่ คาเฟ่ เร เจลาโต้
จุดเด่น ไอศกรีมโฮมเมด ตั้งอยู่ในซอยเล็กๆ บรรยากาศดี จอดรถสะดวก
สถานที่ตั้งร้าน เลขที่ 48/1 หมู่ 4 ถนนเสนานิคม 1 แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230
โทรศัพท์ (086) 709-4121
อี-เมล/เว็บไซต์ regina_cafe@hotmail.com/www.regelato.com

ขอบคุณเนื้อหาจาก นิตยสารเส้นทางเศรษฐี

“ลูกปัด”เครื่องประดับแฟชั่น ไอเดียบรรเจิดจนโกอินเตอร์

| 2553-08-30 | 0 ความคิดเห็น |
ลำพังแค่ทำเครื่องประดับเชือกร้อยลูกปัดคงไม่โดดเด่นมากนัก หากไม่ได้ฝีมือของหญิงเก่งและแกร่งอย่าง “เกษร โพธิสัตย์” ที่เติมความคิดสร้างสรรค์ลงไปในผลงาน โดยอาศัยประสบการณ์ที่สะสมมายาวนานกว่า 30 ปี ประกอบกับหยิบวัตถุดิบแปลกๆ ในท้องถิ่นมาผสมผสาน ช่วยให้ชิ้นงานมีเอกลักษณ์เด่นเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้า และเติบโตก้าวไกลไปสู่ตลาดส่งออก

เกษร โพธิสัตย์ เจ้าของกิจการร้าน “ลูกปัด” ที่ ถ.ช้างม่อยตัดใหม่ ต.ช้างม่อย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เล่าว่า ชอบทำงานฝีมือโดยเฉพาะเชือกถักมาตั้งแต่เด็ก มักหาซื้อเครื่องประดับเชือกถักมาเลาะแกะทิ้ง เพื่อเรียนรู้วิธีการถัก และลองฝึกทำด้วยตัวเอง

ด้วยข้อจำกัดของฐานะ ทำให้มีโอกาสเรียนแค่ระดับประถม และเริ่มยึดอาชีพถักเครื่องประดับลูกปัดขายริมข้างทางบริเวณตลาดวโรรสตั้งแต่วัยรุ่น จากจุดเล็กๆ ในวันนั้น ปัจจุบัน กิจการได้ก้าวมาไกลอย่างยิ่ง โดยร้าน “ลูกปัด” ที่เปิดมากว่า 15 ปีแล้ว ถือเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องประดับลูกปัดรายใหญ่ประจำเมืองเชียงใหม่ โดยมีบริการครบถ้วน ตั้งแต่ขายปลีกและส่ง ขายอุปกรณ์ และรับฝึกสอนอาชีพ

นอกจากนั้น จากเริ่มต้นทำคนเดียวขายข้างทาง ปัจจุบัน เปิดเป็นบริษัท เมย์ บีด จำกัด มีแรงงานทั้งประจำ และเครือข่ายป้อนวัตถุดิบรวมกว่าร้อยชีวิต ส่วนตลาดมีฐานลูกค้าประจำสั่งออเดอร์มาจากทั่วประเทศ และเมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว ยังขยายสู่ต่างประเทศ ผ่านการออกแฟร์เพื่อการส่งออก อย่างงานแสดงสินค้าของขวัญ และงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน (BIG&BIH) ซึ่งมีออเดอร์ทั้งยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง เป็นต้น

“ข้อดีของงานแฮนด์เมดเครื่องประดับลูกปัด คือ ต้นทุนต่ำ แต่สามารถทำกำไรต่อหน่วยได้สูง หากมีดีไซน์โดดเด่น สร้อยหนึ่งเส้นที่ต้นทุนแค่ 10 บาทก็อาจจะขายได้เป็นพันบาท อีกทั้ง สามารถพลิกแพลงทำเป็นสินค้าได้หลากหลาย ทั้งเครื่องประดับ และสินค้าที่ระลึก ช่วยให้เจาะลูกค้าได้หลายกลุ่ม หรือกรณีสินค้าที่ขายไม่ออก ก็สามารถรื้ออุปกรณ์ออกมาทำเป็นดีไซน์ใหม่ๆ ได้ ทำให้ไม่มีปัญหาของค้างสต๊อก” เจ้าของธุรกิจเผย

เธอ ระบุด้วยว่า จุดเด่นที่ช่วยให้เครื่องประดับร้านลูกปัดได้รับความนิยมและเติบโตมาจนถึงวันนี้ เพราะไม่หยุดนิ่งพัฒนารูปแบบ โดยสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หาไม่ได้ในท้องตลาด ทั้งเทคนิคการถักและร้อยเชือก อีกทั้ง สร้างความแปลกใหม่ด้วยการประยุกต์ผสมผสานใช้วัตถุดิบธรรมชาติในท้องถิ่น เช่น เมล็ดกาแฟ กะลามะพร้าว รังไหม ฯลฯ อีกทั้ง เพิ่มมูลค่าด้วยการใส่ในบรรจุภัณฑ์ที่ลูกค้าจดจำและกลับมาซื้อซ้ำได้

“เคล็ดลับที่อยากจะฝากถึงคนที่จะยึดอาชีพนี้ ในการออกแบบควรจะเป็นตัวของตัวเอง มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร แนะนำว่าควรใช้วัตถุดิบธรรมชาติที่เป็นของท้องถิ่นมาผสมผสาน เช่น เมล็ดพืช เปลือกหอย ฯลฯ ซึ่งจะทำให้ได้งานที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และยังสะท้อนถึงความเป็นท้องถิ่น เหมาะเป็นสินค้าที่ระลึก” เกษร แนะนำ

สำหรับวัสดุที่ใช้ในร้านนั้น เธอระบุว่า ส่วนใหญ่จะสั่งนำเข้าจากประเทศจีน ทั้งลูกปัด หินสี เม็ดกระดุม เชือกเทียน ฯลฯ ส่วนวัตถุดิบธรรมชาติ สั่งซื้อจากชาวบ้านในท้องถิ่น ส่วนการผลิตไปสอนวิชาชีพให้แก่กลุ่มแม่บ้านใน จ.เชียงราย กว่าร้อยชีวิต เพื่อให้เป็นแรงงานจ่ายค่าจ้างเป็นรายชิ้น ขณะนี้ สามารถผลิตได้ประมาณหนึ่งพันชิ้นต่อวัน

ทั้งนี้ ในร้าน “ลูกปัด” มีสินค้าเครื่องประดับและตกแต่งให้เลือกนับพันรายการ เช่น สร้อยคอ กำไรข้อมือ พวงกุญแจ ที่ห้อยโทรศัพท์ แหวน ต่างหู ฯลฯ ราคาตั้งแต่ 10 บาทไปจนถึงหลักพันบาท นอกจากนั้น ยังเปิดขายอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับถักเครื่องประดับครบถ้วน มีให้เลือกกว่าร้อยรายการ คิดราคาขายตามน้ำหนักที่ขีดละ 100 บาท และยังเปิดสอนอาชีพสำหรับผู้สนใจ คิดค่าเรียน 2,000 บาท (ระยะ 3 วันพร้อมอุปกรณ์)

ด้านช่องทางตลาด นอกเหนือจากหน้าร้านแล้ว จะขายผ่านอินเตอร์เน็ตที่เว็บไซต์ www.lookpud.com และออกงานแสดงสินค้า เช่น งานโอทอป ประจำปี และงาน BIG&BIH เป็นต้น

หญิงเก่ง ยอมรับว่า ปัจจุบันมีเครื่องประดับลูกปัดขายในท้องตลาดจำนวนมาก ทั้งจากผู้ผลิตรายใหญ่ถึงรายจิ๋ว แต่เชื่อว่า ตลาดยังไม่ถึงทางตัน เพราะสามารถพลิกแพลงทำเป็นสินค้าได้หลายรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีผู้ผลิตจำนวนมากและการแข่งขันสูง นับวันภาพรวมของราคาสินค้าประเภทนี้จะถูกกดให้ต่ำลงเรื่อยๆ ดังนั้น เตรียมจะออกแบรนด์ใหม่ ชื่อ “SINEE” ซึ่งจะเน้นเป็นเครื่องประดับแฮนด์เมดที่มีรูปแบบทันสมัยแปลกตาออกไป โดยใช้วัตถุดิบชั้นดีหาไม่ได้จากเจ้าอื่นๆ มุ่งลูกค้าระดับบน วางขายในห้างสรรพสินค้า และส่งออกโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยขยายหาลูกค้ากลุ่มใหม่ ควบคู่กับรักษาตลาดเดิมที่เป็นฐานสำคัญอยู่แล้ว

โทร. 08-1951-9221 , 08-9835-9944 http://www.lookpud.com/

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

ร้อยตำรับ 'ยาหอมไทย'

| 2553-08-29 | 0 ความคิดเห็น |

มากคุณค่า มรดกภูมิปัญญา
เมื่อเอ่ยถึง “ยาหอม” ภูมิปัญญาของไทยที่สะสมกันมานาน ผ่านกาลเวลามารุ่นแล้วรุ่นเล่า หากแต่วันนี้กลับถูกมองว่าเป็นของโบราณ ล้าสมัย..ทั้งที่แท้จริงแล้ว เต็มเปี่ยมไปด้วยสรรพคุณมากมาย ที่ไม่ว่าใครได้พิสูจน์เป็นต้องทึ่ง!

ยาหอมไทย ได้รับการสืบทอดมายาวนานกว่า 3 ศตวรรษ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระหว่าง พ.ศ. 2199-2231 ทรงโปรดฯ ให้หมอหลวงในราชสำนักรวบรวมตำรับยาสำคัญ ๆ ที่มีอยู่ขณะนั้นขึ้นเป็นตำราเรียกว่า “ตำราพระโอสถสมเด็จพระนารายณ์” โดยตำรานี้ได้ระบุเป็นตำราอ้างอิงไว้อีก 2 เล่ม คือ คัมภีร์มหาโชติรัต อันเป็นตำราเกี่ยวกับโรคสตรี และคัมภีร์โรคนิทาน อันเป็นตำราเกี่ยวกับเรื่องราวของโรคหรือเหตุแห่งโรค ซึ่งตำราทั้ง 2 เล่มนี้ยังคงใช้เป็นแม่แบบของตำราแพทย์แผนไทยในปัจจุบัน

ต่อมาในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงปรารภให้กระจายยาดี ๆ ไปตามหัวเมืองทั่วประเทศ เพื่อให้ราษฎรที่อยู่ห่างไกลที่หายาแก้โรคภัยได้ยาก ได้เข้าถึงยามากขึ้น ภายใต้ชื่อ “ยาโอสถสภา” (ยาสามัญประจำบ้าน) และจัดตั้งตำรับยาตำราหลวงขึ้น ซึ่งมียาหอมเป็นหนึ่งในนั้น และถ่ายทอดสืบต่อมาเป็นลำดับจนเป็นที่รู้จักสู่สามัญชน และใช้กันอย่างแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน อาชีพเสริม

เหตุใดจึงเรียกกันว่า “ยาหอม” รศ.ดร.นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าขยายความให้ฟังว่า อาจเป็นเพราะส่วนประกอบของสมุนไพรที่นำมาใช้มาจากเกสรดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมอยู่หลายชนิดด้วยกัน เช่น จำปา มะลิ พิกุล บุนนาค สารภี กระดังงา ลำดวน ลำเจียก เกสรบัวหลวง อีกทั้ง กฤษณา ขอนดอก กระลำพัก เปลือกสมุลแว้ง เปราะหอม ชะลูด หญ้าฝรั่น จันทน์แดง จันทน์เทศ จันทน์ชะมด ลูกจันทน์ รวมทั้ง เทียน อีก 5 ชนิด คือ เทียนขาว เทียนดำ เทียนแดง เทียนข้าวเปลือก เทียนตาตั๊กแตน นอกจากนี้ ยังมีโกฐอีก 5 อย่าง คือ โกฐสอ โกฐเขมา โกฐเชียง โกฐหัวบัว โกฐจุฬาลัมพา

“สมุนไพรเหล่านี้ส่วนใหญ่จะนำมาใช้ในเรื่องของคนเป็นลม มึนศีรษะ หน้ามืด ใจสั่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือช่วยแก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน รวมไปถึงเรื่องนอนไม่หลับ ทั้งหมดเป็นภูมิปัญญาที่สะสมกันมาจากบรรพบุรุษของไทย ซึ่งยังไม่มีหลักฐานอ้างอิงที่ชัดเจน จะมาพูดลอย ๆ ว่าสมุนไพรดี ใช้ได้ สามารถใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบันได้ในยุค พ.ศ. 2553 นี้ บางครั้งการยอมรับ ความน่าเชื่อถือ อาจจะมีน้อย ฉะนั้น งานวิจัยจึงมีความสำคัญในการรองรับสรรพคุณของภูมิปัญญาที่มีมาเหล่านั้นว่าเป็นจริงหรือไม่

นอกจากจะทำให้เป็นที่ยอมรับแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญในเรื่องมาตรฐานของสมุนไพรเหล่านี้ด้วย เพื่อให้หมอที่รักษาคนด้วยวิทยาศาสตร์ เข้าใจสมุนไพรในแง่มุมของวิทยาศาสตร์ นั่นคือ ต้องทำสมุนไพรให้เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็คือ สามารถพิสูจน์ได้ งานวิจัยจึงเข้ามาสนับสนุนภูมิปัญญา ที่มีมายาวนาน”

ในปี พ.ศ. 2542 กระ ทรวงสาธารณสุขได้กำหนดตำรับยาหอมที่เป็นยาสามัญประจำบ้านไว้ 4 ตำรับ คือ ยาหอมนวโกฐ ยาหอมอินทรจักร์ ยาหอมเทพจิตร และ ยาหอมทิพย์โอสถ ซึ่งทางคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล ได้ทำการวิจัยไว้ 2 ตำรับ คือ ยา หอมนวโกฐ และยาหอมอินทรจักร์

อ.นพมาศ อธิบายถึงการทดลอง ให้ฟังว่า หากดูจากส่วนผสมของแต่ละตำรับไม่ต่างกันเท่าไรนัก แต่สิ่งสำคัญที่นักวิจัย จะต้องศึกษา คือ สมุนไพรประกอบด้วยอะไรบ้าง เพื่อจะได้ทราบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา รวมทั้ง ต้องรู้สัดส่วนด้วยว่ามีมากน้อยอย่างไร เพราะจะทำให้แต่ละตำรับมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่แตกต่างกัน

สำหรับ ยาหอมนวโกฐนั้น ประกอบด้วย สมุนไพร 54 ชนิด (โกฐ 9 ชนิด เทียน 9 ชนิด เกสร 5 ชนิด และ อื่น ๆ) มีสัตว์วัตถุ 1 ชนิด คือ ชะมดเช็ด และมีแร่วัตถุ 1 ชนิด คือ น้ำประสานทองสะตุ ส่วน ยาหอมอินทรจักร์ประกอบด้วย สมุนไพร 51 ชนิด (โกฐ 9 ชนิด เทียน 5 ชนิด เกสร 5 ชนิด และอื่น ๆ) มีสัตว์วัตถุ 2 ชนิด คือ ดีหมู และเลือดแรด และมีแร่วัตถุ 3 ชนิด คือ กำยาน อำพันทอง และพิมเสน แต่เนื่องจาก สัตว์วัตถุหลายชนิดหายากในปัจจุบัน รวมทั้ง รู้สึกทารุณ กรรมในสายตาของผู้บริโภค จึงเอาออกและหันมาใช้พืช เป็นหลัก

“วิธีการวิจัย คือ เตรียมสมุนไพรทั้ง 2 ตำรับ ในรูปของสารสกัด แล้วนำไปทดลองกับหนูและสุนัข พบว่า ยาหอมทั้ง 2 ตำรับ มีผลทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น เพื่อบีบให้เส้นเลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น แต่จะเต้นแรงในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นประมาณ 40 นาที จากนั้นก็จะลดลง รวมทั้ง ทำให้ความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นด้วย”

จากนั้นทดลอง ยาหอม นวโกฐ ในเรื่องของการ ปวดท้อง โดยทดสอบว่า ช่วยลดการบีบตัวของลำไส้หรือไม่ พบว่า ทำให้การหดตัวและการบีบตัว ของลำไส้ลดน้อยลง ซึ่งจะส่งผล ทำให้ไม่ปวดท้อง

ขณะเดียวกันก็ศึกษา ในหนูโดยให้ยานอนหลับ เมื่อหลับไปนาน 1 ชั่วโมง ก็ให้สารสกัด ยาหอมนวโกฐ เข้าไปพบว่า ทำให้ระยะเวลาการออกฤทธิ์ของยานอนหลับยาวนานขึ้น

ส่วน อาการอาเจียน ทดลองในสุนัข โดยให้ยาอาเจียนแล้วสังเกตว่า มีการ อาเจียนบ่อยแค่ไหนถ้าไม่ได้ รับยา รวมทั้ง สิ่งที่ออกมาจากการอาเจียนมีมากน้อยเพียงใด เพื่อดูความรุนแรงของการอาเจียน จากนั้น ให้ ยาหอมอินทรจักร์ สุนัขกินเข้าไป แล้วดูว่าจากที่เคยอาเจียน เป็นอย่างไร พบว่า การอาเจียนลดลงมาก ระยะเวลาในการอาเจียนยาวนานออกไป จึงสรุปได้ว่ายาหอมมีฤทธิ์ในการต้านการอาเจียนได้

“จากผลการวิจัย แม้จะให้ผล โดยรวมคล้ายกันแต่ก็มีสรรพคุณที่ต่างกัน โดย ยาหอมนวโกฐ จะใช้ได้ดีในเรื่องของ หลอดเลือด กระเพาะ หัวใจ สมอง รวมทั้ง แก้ปวดท้อง และ ช่วยในการหลับ โดยทำให้นอนหลับได้ยาวนานมากขึ้น ขณะที่ ยาหอมอินทรจักร์ แก้คลื่นไส้ อาเจียนได้ดีกว่า ฉะนั้นจะเห็นว่ายาหอมทั้ง 2 ตำรับ มีฤทธิ์ตามที่ระบุไว้บนฉลาก ซึ่งตรงกับสรรพคุณที่ภูมิปัญญาบอกไว้จริง ตลอดจนไม่มีผลข้างเคียง และพิษเฉียบพลัน หากทานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือทานในจำนวนมาก”

ในส่วนของ ยาหอมเทพจิตร กับ ยาหอมทิพย์โอสถ แม้จะยังไม่ได้วิจัยแต่ถ้าหากดูจากสมุนไพรที่นำมาผสมแล้วไม่ได้ต่างกันมากนัก ตัวยาหลักจะเป็นโกฐทั้ง 9 เทียนทั้ง 9 รวมทั้งเกสรดอกไม้ เพียงแต่ว่า ยาหอมเทพจิตร จะมีดอกไม้และผิวส้มใส่เพิ่มเข้าไป ซึ่งในอินทรจักร์ และนวโกฐจะไม่มี โดยผิวส้มนี้จะช่วยในเรื่องของการคลื่นไส้ อาเจียนได้ และช่วยในการขับลม ช่วยในเรื่องของทางเดินอาหารได้ดี

ส่วน ยาหอมทิพย์โอสถ จะเห็นว่าตัวยามีน้อยกว่าตำรับอื่น ๆ พอสมควร แต่ก็ยังคงมียาหลักโกฐทั้ง 9 เทียนทั้ง 9 เหมือนกัน ซึ่งสรรพคุณหลัก ๆ ของสมุนไพรเหล่านี้จะช่วยในเรื่องของ แก้วิงเวียน คลื่นเหียน อาเจียน ได้

อาจารย์ประจำคณะเภสัชฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ยากที่สุดอย่างหนึ่ง คือ การทำสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยให้น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะในทัศนคติของแพทย์แผนปัจจุบันและผู้คนในยุคนี้

“เรื่องทัศนคติเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากที่จะเปลี่ยน ซึ่งจริง ๆ แล้ว ที่คนปัจจุบันยังไม่ค่อยยอมรับเพราะยังไม่มีงานวิจัยมาสนับสนุน แต่ตอนนี้ได้วิจัยออกมาแล้วซึ่งมีผลตรงตามที่ภูมิปัญญาได้บอกไว้จริง รวมทั้ง มีรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของยาเม็ดหรือสารสกัด โดยมีขนาดยาที่ถูกต้อง ทานง่ายไม่ยุ่งยากเหมือนในสมัยก่อน ซึ่งไม่แตกต่างจากยาในแผนปัจจุบัน”

สิ่งที่นักวิจัยผู้นี้อยากกล่าวถึงจากการวิจัย คือ ต้องยอมรับในภูมิปัญญาที่สะสมกันมาของไทย เพราะไม่มีประเทศใดที่เอาวัตถุดิบของสมุนไพรแต่ละชนิดมารวมกันเป็นสูตรได้ดีแบบนี้ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของไทย อย่างหนึ่ง จึงอยากให้ทุกคนเห็นถึงคุณค่าตรงนี้ นำภูมิ ปัญญาของบรรพบุรุษไทยมาใช้ เพราะในหลาย ๆ โรคไม่ใช่มีเพียงยาแผนปัจจุบันที่รักษาได้ เช่น คนที่เป็นลมมักนิยมใช้แอมโมเนียให้ดม แต่ถ้าทานยาหอมจะดีกว่าเพราะช่วยให้ทั้งระบบของร่างกาย ดีขึ้นไม่ใช่เพียงแค่ให้หาย เป็นลม วิงเวียน เท่านั้น

รวมทั้ง โรคที่ยังไม่มียาแผนปัจจุบันทดแทนได้ แต่สามารถใช้ยาหอมได้ เช่น เมื่ออยู่ในที่สูง ๆ ซึ่งมีอากาศน้อยมากทำให้เกิดอาการหน้ามืดได้ ตรงนี้ยาแผนปัจจุบันไม่มีตัวยาใดบ่งชี้ชัดเจนว่าช่วยบรรเทาอาการได้ แต่เมื่อทานยาหอมเข้าไปแล้วช่วยได้ทันที ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น

ถ้าคนไทยหันมาทาน ยาไทยไม่จำเป็นต้องเป็นยาหอมอย่างเดียว ตรงนี้จะช่วยในหลาย ๆ ด้าน ทั้ง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคม และที่สำคัญช่วยลดการนำเข้ายาแผนปัจจุบันจากต่างชาติ ได้จำนวนไม่น้อย อีกทั้ง คนในประเทศยังได้รับประโยชน์กันตั้งแต่ต้นน้ำ คนเก็บสมุนไพร ผู้ผลิต ไปจนถึงปลายน้ำที่เป็น ผู้บริโภค.

@@@@

มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 7

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับภาครัฐและเอกชน ขอเชิญเที่ยว งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 7 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “หอมกรุ่นทั่วไทย หอมไกลทั่วโลก” ภายในงานชมลานวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย 4 ภาค สวนสมุนไพรและพืชหอมที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันของคนไทยสมัยโบราณ การสาธิตเกี่ยวกับสมุนไพรหอม การทำยาหอม รวมทั้งยังมีการแจกพืชสมุนไพร สำหรับผู้ร่วมชมงาน เพื่อนำไปเพาะปลูกใช้แก้โรคต่าง ๆ อาทิ เชียงดา ขมิ้นชัน ว่านเปราะหอม ฯลฯ

ผู้สนใจเข้าร่วมชมงานได้ ระหว่างวันที่ 1-5 กันยายน 2553 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ.
ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ www.dailynews.co.th

กรมอุทยานฯ หนุนเลี้ยงตุ๊กแกไทยส่งไต้หวัน-จีน

| | 1 ความคิดเห็น |

กรมอุทยานฯ ผุดไอเดียเจ๋งหนุนชาวบ้านเลี้ยง “ตุ๊กแก” ส่งออกนอกหวังเพิ่มรายได้ โดยเฉพาะไต้หวันเป็นตลาดใหญ่ เน้นวิจัย-เพาะพันธุ์ตุ๊กแกพันธุ์ไทยดั้งเดิม ซึ่งเป็นที่ต้องการของชาวไต้หวัน ส่วนใหญ่นำไปทำกระเป๋า เข็มขัด แทนหนังจระเข้ โดยจะใช้สมุทรสงครามเป็นพื้นที่นำร่องเพราะมีร่องสวนจำนวนมาก และยังเป็นปัญหาของชาวบ้าน ขณะที่ยังมีผู้ส่งออกรายเล็กเพียงรายเดียวที่จ.สกลนคร

วันที่ 14 พ.ค. นายวัฒนา เวทยประสิทธิ์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญาไซเตส กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ปัจจุบันเนื้อตุ๊กแกตากแห้งนับว่าเป็นสินค้าที่มีความต้องการในตลาดสูงมาก โดยเฉพาะตลาดในต่างประเทศ ที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ดำเนินกิจการนี้อยู่เพียงไม่กี่ราย อยู่ในแถบจ.สกลนคร และยังทำเป็นกิจการขนาดเล็กอยู่

ซึ่งที่ผ่านมากรมอุทยานฯ อนุญาตให้ส่งตุ๊กแกตากแห้งออกไปขายที่ไต้หวันเฉลี่ยปีละ 1 แสนตัว และต้องรับรองว่าเป็นตุ๊กแกจากประเทศไทย แม้ว่าจะยังไม่อยู่ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองตามอนุสัญญาไซเตสก็ตาม นอกจากนี้สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ ยังได้พยายามที่จะศึกษาวิจัยเพื่อการเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนตุ๊กแกพันธุ์ดั้งเดิมของไทย ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ชาวไต้หวันต้องการมาก เพื่อที่จะไปสอนให้ชาวบ้านประกอบเป็นอาชีพเสริม เพาะขายส่งออก เพราะขณะนี้แม้จะมีความต้องการสูง แต่ก็ยังไม่มีการส่งเสริมในการเพาะเลี้ยงมากนัก

นายวัฒนากล่าวต่อว่า นอกจากตุ๊กแกที่กรมอุทยานฯ กำลังพยายามศึกษาเพื่อเพิ่มจำนวน ในการสร้างโอกาสให้ชาวบ้านนำไปเพาะเพื่อส่งขายเป็นอาชีพเสริมแล้ว ยังมีสัตว์เลื้อยคลานประเภทตัวเงินตัวทอง ที่พบเห็นได้ทั่วไปตามท้องร่องในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ต้องการของท้องตลาดต่างประเทศเช่นกัน

โดยส่วนใหญ่ต้องการนำหนังไปใช้ประโยชน์ในการผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง กระเป๋า เข็มขัด ทดแทนหนังจระเข้ ซึ่งสัตว์ชนิดนี้กรมอุทยานฯก็เตรียมเปิดให้เพาะเลี้ยงได้ด้วย ซึ่งในระยะแรกเริ่มนี้ อยู่ในขั้นตอนการเลือกพื้นที่นำร่องคือ จ.สมุทรสงคราม เพราะที่ผ่านมาพบว่าตัวเงินตัวทองอาศัยอยู่มาก แ

ละยังสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน ด้วยการเข้าไปทำลายพืชผลทางการเกษตรของชาวสวน จนต้องหาทางกำจัดด้วย ซึ่งถ้าหากมีการส่งเสริมให้เพาะขายเชิงพาณิชย์ เชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ และยังทำให้ชาวบ้านมีอาชีพเพิ่มมากขึ้นด้วย

“ที่เราต้องการส่งเสริมพวกนี้เพราะที่ผ่านมามีชาวบ้านมาขอให้ไปช่วยเหลือ เพราะตัวเงินตัวทอง ตุ๊กแก มีจำนวนมาก และสร้างความเดือดร้อน ทำให้บางทีก็ต้องกำจัดด้วยการยิงทิ้งบ้าง ก็น่าสงสารสัตว์ เราได้พยายามกลับมาศึกษาเพื่อให้ชาวบ้านได้ประโยชน์จากมัน ส่วนหนึ่งจะส่งเสริมให้มีการเลี้ยง อาจจะเลี้ยงเป็นลักษณะฟาร์ม สวนสัตว์ เพื่อการท่องเที่ยวหรือเลี้ยงไว้ตามบ้าน อาจจะขายได้” นายวัฒนากล่าว



อาชีพใหม่ ตุ๊กแกอบแห้ง รายได้เดือนละ 10 ล้าน!


อาชีพแปลกทำ”ตุ๊กแกอบแห้ง”ส่งออกทำเงิน ช่วงเศรษฐกิจซบเซา และภาวะภัยแล้ง แห่งเดียวนครพนม ไม่กระทบยอดส่งออกตุ๊กแกตากแห้ง ส่งนอก พบเงินหมุนเวียนเดือนละกว่า 10 ล้านบาท…..

ที่ จ.นครพนม ถึงแม้หลายพื้นที่จะประสบปัญหาภัยแล้งไม่สามารถทำนาและการเกษตรได้ตามปกติ รวมถึงสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้ประชาชนรายได้ลดลง แต่สำหรับราษฎรบ้านตาล ต.นาหว้า อ.นาหว้า จ.นครพนม กลับไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเป็นหมู่บ้านแห่งเดียวของนครพนมที่ยึดอาชีพสุดแปลกมานานกว่า 20 ปีคือทำตุ๊กแก ไส้เดือน และปลิง ตากแห้ง ส่งออกขายต่างประเทศหมุนเวียนตามฤดูกาลตลอดปี สร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี สวนกระแสในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

นายคนึง มีพรหม นายอำเภอนาหว้า จ.นครพนม เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 6 ก.ค.ว่า สำหรับ ต.นาหว้า อ.นาหว้า ถึงแม้จะมีปัญหาเศรษฐกิจและภัยแล้ง แต่ชาวบ้านมีอาชีพทำตุ๊กแก ไส้เดือน และปลิง ตากแห้ง ส่งขายต่างประเทศ สร้างเงินหมุนเวียนเดือนละกว่า 10 ล้านบาท อำเภอได้เข้าไปดูแลส่งเสริมสนับสนุนบางส่วน ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพหลัก

ขณะ ที่นายปราณีต นางทราช อายุ 50 ปี ราษฎรบ้านตาลที่ยึดอาชีพทำตุ๊กแกตากแห้งส่งออก กล่าวว่า ทำมานานกว่า 20 ปีแล้ว รายได้ดี ไม่ว่าจะสภาพเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ไม่มีผลกระทบ ช่วงนี้จะเป็นตุ๊กแกตากแห้ง คนที่ออกไปจับมาขายตัวละประมาณ 10 – 25 บาท ตามขนาด และชำแหละแปรรูปตามแบบมาตรฐานนำไปตากแห้งหรืออบ ก่อนแพ็กส่งขายให้พ่อค้าส่งออกไป จีน ไต้หวัน นำไปปรุงอาหาร เป็นยาชูกำลัง ในราคาตัวละประมาณ 30 บาท ตามขนาดเล็กใหญ่ มียอดส่งออกเดือนละหลายแสนตัว มีรายได้ครอบครัวละ 5,000 – 10,000 บาทต่อเดือน

นายปราณีต กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องปัญหาการสูญพันธุ์ของตุ๊กแกนั้นไม่มีอย่างแน่นอน เพราะในระยะเวลา 1 ปี จะมีช่วงพักประมาณเดือน ต.ค. – ม.ค. เป็นช่วงตุ๊กแกผสมพันธุ์ออกไข่ ซึ่งธรรมชาติของตุ๊กแกนั้น ขยายพันธุ์ได้เร็วและมีจำนวนมาก เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนก็จะไปทำปลิงตากแห้งแทน สำหรับตุ๊กแกที่นำมาผลิตนั้น จับตามบ้านเรือนทั่วไป ไม่ใช่ตุ๊กแกตามป่า จึงไม่ผิดตาม พ.ร.บ.สัตว์ป่าหวงห้าม ในอนาคตกำลังหาทางเลี้ยงขยายพันธุ์เป็นสัตว์เศรษฐกิจ

9 UP Thailand ธุรกิจขายสินค้า ทุกอย่าง 20 บาท

| | 0 ความคิดเห็น |
ร้านประเภทนี้เราสามารถพบเห็นโดยทั่วไปตามสถานที่ต่างๆไปจนถึงงานเทศกาลต่างๆ หลายคน
คงเคยสงสัยว่า พ่อค้าแม่ค้า เหล่านี้เขาไปรับสินค้ามาจากแล้วขายราคาต่ำขนาดนี้ จะมีกำไรได้มากน้อยเพียงใด สำหรับทีกำลังมองหาอาชีพหรือต้องการมีธุรกิจเป็น
ของตนเองสักธุรกิจหนึ่ง ต้องบอกว่าวันนี้ธุรกิจประเภทขายสินค้าราคาประหยัด ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก
ยิ่ง เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนมาไม่มาก คือเพียงแค่ 4,500-10,000 บาท ขึ้นไป และที่น่าสนใจไปกว่านั้นสามารถทำกำไรจากการขายได้ 25-40 % เลยทีเดียว

“คุณอรอนงค์ ณ ระนอง” ผู้บริหาร 9 UP Thailand ศูนย์จำหน่ายสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งปลีก-ส่ง
ภายใต้คอนเซ็ปท์ “ทุกอย่าง 20 บาท “

มีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนอย่างหนาแน่นทุกวัน เธอจึงเกิดความสนใจและเริ่มหาข้อมูลแหล่งที่มาของสินค้าซึ่งเธอเห็นว่าสินคา
กลุ่มดังกล่าวถึงแม้จะมีราคาถก แต่คุณภาพและรูปลักษณ์ดูดีทีเดียว ไม่นานเธอก็ไดคำตอบว่าสินค้าเหล่านั้นนำเข้า
จากประเทศจีนโดยมีแหล่งกระจายสินค้าอยู่ในหลายพื้นที่ สินค้าเหล่านี้มีต้นทุนการผลิตต่ำจึงสามารถนำมาจำหน่ายใน
ราคา ถูก ได้เมื่อทราบถึงแหล่งกระจายสินค้าจึงลองรับมาขายดูปรากฏว่าลูกค้าให้การตอบรับดีมาก

โดยสินค้าที่เรานำมาขายส่งจะเลือกสินค้าประเภทที่มีคุณภาพ ใช้งานไต้จริงและเหมาะสมกับลูกค้าทุกกลุ่ม พ่อค้า
แม่ค้าที่เข้ามารับสินค้าจากเราต้องสามารถนำไปขายได้ทุกสถานที่ทุกเวลา และเมื่อความต้องการสินค้าประเภทนี้มีมากขึ้น
ดิฉันจึงตัดสินใจสร้างโกดังขนาดใหญ่เพื่อใช้เป็นจุดกระจายสินค้า รองรับความต้องการของลูกค้าที่เข้ามาจากทั่วประเทศ”
คุณออกล่าวสินค้าของ 9 UP Thailand’ มีให้เลือกรับไปจำหน่ายมากมายหลาย
ประเภท ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เครื่องเขียนเครื่องครัว พลาสติก เครื่องมือช่างสแตนเลส ขอเล่นเด็ก สินค้าพรีเมี่ยม ฯลฯ
โดยมีราคาขายล่งอยู่ที่ราคาประมาณ 14.50-15 บาท/ชิน (ขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้าที่เลือก) โดยสินค้าของที่นี่กว่า 90 %
เป็นสินค้านำเขาจากประเทศจีน ส่วน 10%ที่เหลือจะเป็นสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ

9 UP Thailand มีความโดดเด่นที่ความหลากหลายของสินค้า ที่สำคัญผู้ที่เข้ามารับสินค้าไปจำหน่ายสามารถเลือกซึ้อสินค้าได้ตามความพอใจ ไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้าแบบยกโหล/ยกลังสินค้าทุกรูปแบบสามารถเลือกคละสี คละแบบและคละชนิดสินค้าได้” ซึ่งเมื่อรับไปจำหน่ายลูกค้าสามารถตั้งราคาจำหน่าย
หน้าร้านได้ตั้งแต่ราคาชิ้นละ 20-25 บาทหรือหากมีไอเดียนำสินค้านำไปจัดขายเป็นชุด แล้วตั้งราคาจำหน่ายให้สูงขึ้นไปก็สามารถทำได้
“ทีผ่านมาพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ก็จะต้องไปหาซื้อสินค้าจากหลายแหล่งจำหน่ายกว่าจะได้สินค้าครบตามต้องการมาซื้อที่เรา มีสินค้าให้ครบทุก
ความต้องการ ซึ่งถ้าลูกค้าจะเล่นกลุ่มของราคา 20 บาท ที่นี่มีให้ด้วยราคาและคุณภาพของสินค้าทีทีสุด ส่วนราคาของสินค้าทีเราขายนั้นโดยทั่วไปเราจะส่งขั้นต่ำที
300 ชิ้น ขึ้นไป จะได้สินค้าใน
(สินค้าชิ้นละ 14.50-15 บาท) ส่วนสินค้าแบบยกลัง ราคาของขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้ากรณีของลูกค้าต่างจังหวัดยอดสั่งซื้อขั้นต่ำอยู่ที่ 1,000 ลูกค้าต้องเป็นผู้ชำระค่าขนส่งจากรับออร์เดอร์มาเราจะและจัดส่งให้ โดยสามารถคละ/สี ฯลฯ ได้ตามความ
ต้องการเห็นกำไรอย่างรวดเร็วก็แนะนำว่าควรลงทุนซื้อของเข้าร้านใหญ่หน่อยเพราะจะทำให้สินค้าดูหลากหลายและน่าซื้อยกตัวอย่างง่ายๆ รับสินค้าไป300 ชิน ในราคาชิ้นละ 15 บาท
รวมเป็นเงิน 4,500 บาท ก็สามารถทำได้แต่มันจะไม่เห็นกำไรชัดเจนเนื่องจากสินค้า 300 ชิ้น เขาจะมีกำไรอยู่ที่ชิ้นละ 5 บาทเท่ากับมีกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายรวม 1,500 บาทถามว่ากำไรเท่านี้ต่อวันอยู่ได้หรือเปล่า
ในความเป็นจริงเราต้องเข้าใจว่าของ 300 ชิ้น มันไม่สามารถขายได้หมดภายในวันเดียว ไหนต้องเสียค่าเช่าที่ ค่าจ้างพนักงานขาย ค่าน้ำมันรถ ฯลฯ อาจจะไม่คุ้มถ้าอยากได้กำไรจากการขายเป็นกอบเป็นคำแนะนำว่า ควรซื้อของเข้าร้านอย่างต่ำ 500 ชิ้น ซึ่งจะทำให้สินค้าดูหลากหลายจัดบ้านจัดประเภทของสินค้าดีๆ
รับรองได้ว่าูลูกค้าแน่นร้านแน่นอน สำหรับทำเลทองของธุรกิจทั้งร้าน 20 บาท ก็คือ ทำเลประเภท ตลาดนัด ห้างสรรพสินค้า แหล่งชุมชน ฯลฯ หากรู้จัก
เลือกสรรทำเลและรู้จักความต้องการของลูกค้าเป้าหมาย พร้อมกับรู้จักวิธีการบริหารจัดการร้านธุรกิจไปได้ดีแน่ๆ

ธุรกิจซื้อมา..ขายไป ประเภทนี้ยังมีอนาคตที่สดใสเนื่องจากเป็นสินค้าราคาถูกมีความหลากหลาย ซื้อแล้วไม่ร้สึกว่าเสียดายเงิน ทำให้มีลูกค้าเป็นจำนวนมาก
ของขายง่ายแป๊บเดียวก็หมด เพียงแต่ต้องรู้จักสรรหาสินค้าใหม่ๆ เข้ามาขาย ซึงทาง 9 UP Thailand ก็มีการพัฒนาเสาะหาสินค้าใหม่ๆ เข้ามาเป็นตัวเลือกให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ที่ยังไม่เคย
ทำธุรกิจประเภทนี้แต่สนใจอยากเข้ามาทำแนะนำว่าขั้นแรกให้สำรวจความพร้อมของตัวเอง จากนั้นถามตัวเองว่าอยากขายอะไรลูกค้าต้องการอะไร และ
ควรขายในทำเลไหน และหากต้องการคำ

สำหรับผู้ที่สนใจเยี่ยมชมสินค้าและหน้าราน “9 UP Thailand” สามารถติดต่อได้ที่ ร้าน “9 UP Thailand”ซึ่งอยู่ชั้นใต้ดิน ศูนย์การค้า เซียร์ รังสิตหรือหากต้องการรับสินค้าไปจำหน่าย
ติดต่อได้ที่ โทร.08-1822-0403, 08-63170578 (โกดัง)
หรือที่ http://www.upthailand.com/

"เนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ" การตลาด แบบ วิน-วิน

| 2553-08-28 | 0 ความคิดเห็น |
"จุดเริ่มต้นของโครงการนักชงมืออาชีพ เกิดจากวัฒนธรรมองค์กรที่ว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมฝังอยู่ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเนสท์เล่เรียกว่า Creating Shared Value"

ปัจจุบัน อาจเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า "เนสท์เล่" คือยักษ์ใหญ่แห่งวงการกาแฟสำเร็จรูป ซึ่งถึงแม้จะครองส่วนแบ่งการตลาดมากกว่าร้อยละ 80 และมีความแข็งแกร่งของแบรนด์อยู่ไม่น้อย แต่ธุรกิจข้ามชาติรายนี้ ไม่มีทีท่าจะยอมหยุดนิ่งง่ายๆ โครงการ "เนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ" หรือ Nescafe Street Barista (เนสกาแฟ สตรีท บาริสต้า) นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ของการพัฒนารูปแบบธุรกิจ เพื่อหวังผลในการขยายฐานลูกค้า จากคู่ค้ารายใหญ่ระดับโมเดิร์นเทรด มาเป็นผู้ประกอบการรายย่อย กลุ่ม "รถเข็น"แต่จะด้วยเพราะเหตุผลอะไร เหตุใดผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลก จึงลงมา "เล่น" กับผู้ค้าริมทาง ข้อมูลนับจากนี้คือคำตอบ ที่ "เส้นทางเศรษฐี" สรรหามาไว้ให้แล้วเป้าหมายหลัก

สร้างอาชีพรายย่อย "การหันมาให้ความสำคัญกับช่องทางรถเข็น ไม่ได้เน้นเพิ่มยอดขายผลิตภัณฑ์ หรือหวังผลแค่ผลกำไร แต่เราอยากสร้างอาชีพในระยะยาวให้กับผู้ประกอบการรายย่อย" คุณเวโรนิค ครีมาเดส ผู้อำนวยการบริหาร หน่วยธุรกิจ เนสท์เล่ โพรเฟชชันนัล ภูมิภาคอินโดไชน่า อธิบายเหตุผลสำคัญในการทำธุรกิจผ่านโครงการเนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ ก่อนบอกถึงวัตถุประสงค์หลักของโครงการดังกล่าวว่า เพื่อเป็นการสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ผู้ที่ว่างงานในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัว อีกทั้งยังเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่สนใจอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ด้วยเงินลงทุนที่ไม่สูงเกินไป "จุดเริ่มต้นของโครงการนักชงมืออาชีพ เกิดจากวัฒนธรรมองค์กรที่ว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมฝังอยู่ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเนสท์เล่เรียกว่า Creating Shared Value คือการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ และสามารถสร้างคุณค่าคนในสังคมและชุมชนไปพร้อมกัน" คุณเวโรนิค บอกอย่างนั้น ผู้อำนวยการบริหาร หน่วยธุรกิจ เนสท์เล่ โพรเฟชชันนัล ภูมิภาคอินโดไชน่า ย้อนความเป็นมาของโครงการเนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ ให้ฟังว่า เมื่อปี พ.ศ. 2549 ทางทีมงานทุกระดับของเนสท์เล่ โพรเฟชชันนัลฯ ได้ลงพื้นที่สำรวจตลาดเพื่อเก็บข้อมูล ศึกษาพฤติกรรม ความต้องการของผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยเชิญผู้ประกอบการรถเข็น มาแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ และความต้องการที่แท้จริงกันด้วย

กระทั่งมองเห็นช่องทางว่า "รถเข็นขายกาแฟ" ยังมีโอกาสในการขยายธุรกิจได้อีกมาก ดังนั้น ในปีต่อมา จึงเปิดตัวโครงการ "เนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ" อย่างเป็นทางการ จากวันนั้นถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 3 ปี มีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 7,000 ราย "หัวใจหลักที่ทำให้โครงการเนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ ประสบความสำเร็จ คือการรักษาคำมั่นสัญญา หลังจากที่ผู้ประกอบการเข้ามาอบรมกับทางโครงการแล้ว เรายังส่งพนักงานไปให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง หลายรายประสบความสำเร็จ จากเดิมเคยขายได้วันละ 60 แก้ว หลังจากอบรมกับโครงการ สามารถขายได้ถึงวันละ 300 แก้ว" คุณเวโรนิค เล่าด้วยสีหน้าภูมิใจสำหรับผู้ที่ต้องการจะประสบความสำเร็จด้วยการเข้าร่วมกับโครงการนี้ คุณเวโรนิค บอกว่า ไม่ยากเลย ด้วยเพราะทางเนสท์เล่ โพรเฟชชันนัลฯ พร้อมเป็นแรงสนับสนุน ขอเพียงแค่มีใจรัก มีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า และความตั้งใจจริงในการทำธุรกิจส่วนรูปแบบของการลงทุนนั้น

ล่าสุด มี 3 แบบให้เลือก คือ เคาน์เตอร์ ราคา 7,900 บาท รถเข็น 14,900 บาท และรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง 54,500 บาท ทุกแบบ มาพร้อมอุปกรณ์การขายที่จำเป็นครบชุด ทั้งยังจัดให้มีการฝึกอบรมให้แก่ผู้ขายให้รู้ถึงวิธีการผสมเครื่องดื่มที่ได้มาตรฐานเพื่อรสชาติที่ดีที่สุด นอกจากนี้ ยังมีทีมที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการร้าน เพื่อให้ผู้ลงทุนมีความพร้อมและมีความมั่นใจในการประกอบธุรกิจมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจตามโครงการเนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ นี้ไม่ใช่แฟรนไชส์ จึงไม่อนุญาตให้หากำไรจากการขายสินค้าอื่นๆ เช่น ซื้อไปหลายตัวแล้วจ้างคนอื่นขายแทน ทั้งนี้ เพราะเนสท์เล่ต้องการสนับสนุนคนที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตัวเองจริงๆนวัตกรรมล่าสุด

เนสท์เล่ สวีท ไทม์ และเพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้เข้าร่วมโครงการเนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ ได้เป็นเจ้าของธุรกิจได้ง่ายขึ้น คุณเวโรนิค เผยด้วยว่า ที่ผ่านมาทางเนสท์เล่ โพรเฟชชันนัลฯ ประสานกับทางภาครัฐ จนได้รับความอนุเคราะห์ด้านสินเชื่อเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน ฉะนั้น ผู้เข้าร่วมโครงการนี้ แต่ยังขาดเงินทุน จึงสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ไม่ยากอย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้น ที่ว่า ยักษ์ใหญ่แห่งวงการกาแฟสำเร็จรูปรายนี้ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนิ่งง่ายๆ เห็นจะไม่ใช่เรื่องเกินเลย เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการเปิดตัวสินค้าใหม่ ซึ่งเจ้าของผลิตภัณฑ์ภูมิใจนำเสนอว่า เป็นนวัตกรรมล่าสุด ซึ่งยังไม่มีใครทำมาก่อนเลยทีเดียว"เนสท์เล่ สวีท ไทม์ คือครีมเทียมข้นหวานชนิดผง นับเป็นนวัตกรรมความอร่อยล่าสุด จากเนท์เล่ โพรเฟชชันนัล ประเทศไทย ที่นำรสชาติหวานมัน เข้มข้นอันเป็นลักษณะเด่นของนมข้นหวาน มาแปรรูปเป็นแบบผง บรรจุลงในถุงขนาด 1 กิโลกรัม"

คุณเวโรนิค เกริ่นแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งผ่านการวิจัยมาแล้วอย่างเป็นระบบ ผู้บริหารระดับสูงของเนสท์เล่ฯ ท่านเดิม เล่าให้ฟังด้วยว่า เนสท์เล่ สวีท ไทม์ เป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการรถเข็นขายเครื่องดื่มและร้านกาแฟโดยตรง เพราะก่อนที่จะทำการผลิตออกมาวางจำหน่าย ได้มีการทำวิจัยถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการ จนพบว่า การใช้นมข้นหวานในการชงเครื่องดื่มนั้น มักเกิดปัญหาความไม่สะดวก การจัดเก็บ และความสะอาด ดังนั้น หากมีผลิตภัณฑ์ซึ่งให้รสชาติความกลมกล่อมไม่แพ้นมข้นหวาน แต่มีลักษณะการใช้งานที่สะดวกกว่า น่าจะเกิดผลดีกับผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ด้วยหลักการและเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นที่มาของ ครีมเทียมข้นหวานชนิดผง "เนสท์เล่ สวีท ไทม์""จุดเด่นของเนสท์เล่ สวีท ไทม์ นอกจากจะเพิ่มความหวานมันกลมกล่อมให้กับกาแฟและเครื่องดื่มชนิดต่างๆ แล้ว ยังช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการชงเครื่องดื่มให้แก่ผู้ประกอบการมืออาชีพทั้งหลาย เพราะรูปแบบของผง จึงไม่ทำให้เกิดความเหนียวเหนอะหนะ อีกทั้งยังเก็บรักษาง่าย สะดวกต่อการขนย้าย ประหยัด และคำนวณต้นทุนต่อแก้วได้ง่ายกว่า" คุณเวโรนิค บรรยายให้ฟังนอกเหนือจากความสะดวกสบายในการใช้แล้ว ความประหยัด ยังเป็นอีกหนึ่งความต้องการของผู้ประกอบการรถเข็นกาแฟ ในประเด็นนี้ คุณเวโรนิค มีข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า ด้วยลักษณะที่เป็นผง

ผู้ประกอบการสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ได้หมดถุง หากเหลือ สามารถเก็บไว้ได้ในภาชนะที่ปิดสนิท และด้วยราคาที่สมเหตุสมผล เนสท์เล่ สวีท ไทม์ จึงเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ ที่ผู้ประกอบการอาจกำลังมองหาเป็นทางเลือกใหม่ คุณเวโรนิค กล่าวต่ออีกว่า เนสท์เล่ สวีท ไทม์ ครีมเทียมข้นหวานชนิดผง นับเป็นนวัตกรรมที่ยังไม่เคยมีในตลาดมาก่อน และไทยเป็นประเทศแรกที่วางจำหน่าย ทาง เนสท์เล่ โพรเฟชชันนัลฯ จึงได้จัดทำสินค้าตัวอย่าง และคู่มือสูตรเครื่องดื่มที่มี เนสท์เล่ สวีท ไทม์ ครีมเทียมข้นหวานชนิดผง เป็นส่วนผสมให้กับผู้ประกอบการทุกคนที่ซื้อผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้นำไปปรับสูตรเครื่องดื่มของตนเอง นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์ส่งเสริมการขายที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กระป๋องบรรจุภัณฑ์ ผ้ากันเปื้อน และแก้วชงร้อน ผู้ประกอบการที่ซื้อผลิตภัณฑ์เนสท์เล่ สวีท ไทม์ ยังมีโอกาสได้เข้าร่วมอบรมการเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ ภายใต้โครงการ "เนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ" ที่จัดขึ้นทุกเดือนอีกด้วย ...............สินค้าขายได้ ผู้ผลิตแฮปปี้ ผู้ประกอบการรายย่อยมีกำไรและอาจยืนอยู่ได้ในระยะยาว นี่แหละ! กลยุทธ์การตลาด แบบ วิน-วิน...ของเนสท์เล่

"ปารณีย์ โฮลี่สวีท" ขนมบูชาพระพิฆเนศ ธุรกิจจากความเชื่อ ขายดีด้วยแรงศรัทธา

| 2553-08-27 | 0 ความคิดเห็น |
"โอกาสในการขาย รวมถึงที่มาของรายได้"
คุณมงกุฎ บอกว่า วันธรรมดาผู้ที่ศรัทธาองค์เทพดังกล่าวมักจะสักการะขอพรตามปกติ วันขายดีเป็นพิเศษเป็นวันฤกษ์ดี อาทิ มหาทรัพย์จะบูชาเดือนละ 1-2ั้ครั้งั้เทศกาลคเณศจตุรถีหรือวันคล้ายวันประสูติพระพิฆเนศั้ซึ่งจัดขึ้นทุกปี รวมถึงมีผู้บูชาด้วยเหตุผลทางการค้า หรือ เหตุผลส่วนตัวั้เช่นั้เปิดบริษัทใหม่ เปิดกล้องถ่ายทำภาพยนตร์-ละคร การแก้บน ขอพรต่างๆ ฯลฯ บ่งบอกว่าขนมนี้มีโอกาสขายได้ทุกวัน"

ความเชื่อ และแรงศรัทธาของคนนำพาให้เกิดธุรกิจหลายต่อหลายอย่าง บ้างล้มหายตายจากไป บ้างก็อยู่รอด หรือบางทีเติบโตชนิดสวนกระแสเศรษฐกิจแบบสุดๆ

มีหนึ่งธุรกิจที่เกิดจากความศรัทธา และเชื่อในบารมีขององค์พระพิฆเนศ นั่นคือ การทำขนมสำหรับบูชาเทพองค์ดังกล่าว ซึ่งระยะเวลาเพียง 1 ปี กิจการรุ่งเรือง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนในแวดวงทำขนมบูชาเทพ นับว่าเป็นหนทางสร้างรายได้ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว
หยิบตำนานขนม ทำธุรกิจ

กระแสตอบรับดีเกินคาด

คุณมงกุฎ สิงหนันท์ แฟนหนุ่มฐานะหุ้นส่วนกิจการ เล่าว่า คุณปารณีย์ ภิญโญทรัพย์ หรือ คุณกี้ แฟนสาว ก่อนหน้านี้ทำมาแล้วหลายอาชีพ ล่าสุด เปิดร้านเสริมสวยก็ไม่ประสบความสำเร็จ เลยหันหน้าเข้าวัดไปถือศีลระยะหนึ่ง ในช่วงเวลาดังกล่าวปรึกษาหารือกัน จนลงตัวว่าจะทำขนมใช้สำหรับบูชาพระพิฆเนศ แต่ต้องเป็นขนมโมทะกะ และขนมลาดูเท่านั้น เลยไปร่ำเรียนกับผู้รู้ ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าทำให้ใช้เวลาฝึกฝนไม่นาน สามารถทำขนมในตำนานออกมาได้สำเร็จ

ทำไมต้องเป็นขนมสำหรับบูชาองค์พระพิฆเนศ แถมเฉพาะขนมโมทะกะ และขนมลาดู คุณมงกุฎ แสดงทัศนคติว่า นับถือองค์เทพดังกล่าวเป็นการส่วนตัว ส่วนสาเหตุที่เลือกขนม 2 ชนิดนี้ มาจากความฝันของแฟนสาวที่ได้ไปเห็นกรรมวิธีการทำ อีกทั้งตามตำนานแห่งพราหมณ์ และฮินดูเชื่อกันว่า ขนมโมทะกะ และขนมลาดู คือ สุดยอดขนมที่องค์พระพิฆเนศโปรดปรานมากที่สุด ที่สำคัญ แม้แต่ย่านอินเดียทาวน์ ถนนพาหุรัด วัดแขกที่สีลม ย่านเสาชิงช้า ที่ว่าเป็นแหล่งขายขนมบูชายังไม่มีจำหน่าย เลยนับว่าเป็นการเปิดตัวที่ดี

ภายหลังไปร่ำเรียนกับอาจารย์ท่านหนึ่ง จนได้สูตรขนมมงคล 2 ชนิดนี้มา คุณกี้ทำขายภายใต้แบรนด์ "ปารณีย์ โฮลี่สวีท" เจ้าของกิจการ บอกว่า เน้นลูกค้าเฉพาะกลุ่ม สักพักเริ่มได้รับความนิยม โดยลูกค้าเก่าหวนกลับมาซื้อ รวมถึงบอกต่อ ทำให้มีลูกค้าหน้าใหม่ สุดท้ายกลายเป็นลูกค้าขาประจำ วางขายครั้งแรกเดือนพฤษภาคม 2552 ราวเดือนสิงหาคมยอดขายเพิ่มขึ้น 10 เท่าตัว

ราวกับว่าความต้องการในตลาดนั้นมีอยู่แล้ว เพราะไม่ว่ายุคสมัยใดผู้คนต่างให้ความเคารพและศรัทธาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งเป็นขนมมงคลที่หาซื้อยาก ลูกค้าจึงไม่ปฏิเสธ "ขนมโมทะกะ และขนมลาดู ที่ทางร้านทำถูกต้องตามแบบฉบับโบราณทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นส่วนผสม หรือกรรมวิธีการผลิต ใช้วัตถุดิบอย่างดี อาทิ เนย แป้งเบซาน น้ำมันเนย นำเข้าจากประเทศอินเดียซึ่งขนมโมทะกะ ภายนอกมีสีขาว ทรงกลม ยอดแหลม ด้านในมีไส้ รสชาติหวานกำลังดี ส่วนขนมลาดู เป็นขนมทรงกลม บรรจงปั้นด้วยมือ ทำจากแป้งถั่วชนิดพิเศษ สีออกเหลืองๆ ข้างนอกจะแข็งกว่าข้างในเล็กน้อย รสชาติไม่หวานจัด ที่สำคัญ ไม่ใส่วัตถุกันเสีย"

ผลการตอบรับจากการขายลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ถูกบอกเล่าปากต่อปากกระทั่งขยายไปยังผู้ที่ศรัทธาทั่วไป ส่งผลให้ขนม 2 ชนิดนี้ ยอดขายเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว แต่ด้วยข้อจำกัดอายุของขนมโมทะกะที่สั้นเพียง 3 วัน ถือเป็นจุดอ่อนเวลาส่งลูกค้าต่างจังหวัด ประกอบกับให้ผู้ที่สนใจร่วมทำธุรกิจ คุณมงกุฎเลยหันมาเปิดรับตัวแทนจำหน่าย รวมถึงเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์
ขยายกิจการเป็น 2 ระบบ

ตัวแทนจำหน่าย-แฟรนไชส์

นอกจากตัวแทนจำหน่ายที่สามารถเข้ามารับขนมไปจำหน่ายเฉพาะเทศกาล ยังมีแฟรนไชส์ 3 รูปแบบ คือ Mini shop ใช้เงินลงทุน 50,000 บาท ได้สิทธิ์การขายขนมลาดูและขนมโมทะกะ โดยรับขนมในราคาส่ง กล่องละ 125 บาท ไม่รวมค่าจัดส่ง สามารถนำไปจำหน่ายต่อ โดยขนมลาดูจำหน่ายต่อในราคากล่องละ 349 บาท ได้กำไรกล่องละ 224 บาท ขนมโมทะกะจำหน่ายกล่องละ 549 บาท ได้กำไรกล่องละ 424 บาท

รูปแบบที่ 2 Remote shop ใช้เงินลงทุน 75,000 บาท ได้สิทธิ์การขายขนมลาดู พร้อมอบรมการทำขนมโมทะกะ ได้อุปกรณ์การทำทั้งหมด และวัตถุดิบจำนวนหนึ่ง สุดท้าย Perfect shop หรือเปิดร้านเต็มรูปแบบ ใช้เงินลงทุน 150,000 บาท ใช้พื้นที่ 16 ตารางเมตร ทางบริษัทจะเข้าไปตกแต่งร้านให้ ให้อุปกรณ์และสอนทำขนมโมทะกะ พร้อมทั้งอนุญาตให้ขายสินค้าอื่นที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ เทวรูป เครื่องหอม หนังสือซีดีดีวีดีภาพยนตร์เกี่ยวกับตำนานมหาเทพั้เว้นแต่ห้ามขายขนมชนิดอื่น และต้องรับวัตถุดิบบางอย่างกับต้นสังกัด ซึ่งทุกรูปแบบการลงทุน ทางบริษัทจะช่วยทำสื่อประชาสัมพันธ์ให้ ไม่เสียค่าใช้จ่าย

สำหรับโอกาสในการขาย รวมถึงที่มาของรายได้ คุณมงกุฎ บอกว่า วันธรรมดาผู้ที่ศรัทธาองค์เทพดังกล่าวมักจะสักการะขอพรตามปกติ วันขายดีเป็นพิเศษเป็นวันฤกษ์ดี อาทิ มหาทรัพย์จะบูชาเดือนละ 1-2ั้ครั้งั้เทศกาลคเณศจตุรถีหรือวันคล้ายวันประสูติพระพิฆเนศั้ซึ่งจัดขึ้นทุกปี รวมถึงมีผู้บูชาด้วยเหตุผลทางการค้า หรือเหตุผลส่วนตัวั้เช่นั้เปิดบริษัทใหม่ เปิดกล้องถ่ายทำภาพยนตร์-ละคร การแก้บน ขอพรต่างๆ ฯลฯ บ่งบอกว่าขนมนี้มีโอกาสขายได้ทุกวัน

ในด้านการตรวจสอบคุณภาพสินค้า ฐานะเจ้าของแฟรนไชส์ มีวิธีจัดการอย่างไร ได้คำตอบว่า จะใช้วิธีสุ่มซื้อ หากพบว่ามีเครือข่ายผลิตขนมไม่ตรงตามสูตร ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่จำหน่ายในราคาที่ได้กำหนดไว้ นั่นคือ ขนมโมทะกะ จำหน่ายราคากล่องละ 549 บาท ขนมลาดู 349 บาท จะว่ากล่าวตักเตือน หากยังไม่แก้ไข จะยึดสิทธิ์การเป็นตัวแทนจำหน่ายทันที

นอกจากขนมมงคล จะอาศัยความเชื่อ และแรงศรัทธาของผู้ซื้อแล้ว คุณมงกุฎ ระบุ หัวใจสำคัญของกิจการดังกล่าว ต้องอาศัยคุณธรรมและจริยธรรมควบคู่ ฉะนั้น ตัวแทนจำหน่ายหรือผู้ที่สนใจ ต้องประพฤติปฏิบัติตัวดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เชื่อว่าจะส่งเสริมให้กิจการยั่งยืนและเติบโตได้
ขายดี ยอดไม่ตก

ไอเดียนี้ ต่อยอดได้

แม้กิจการเล็กๆ จะเปิดมาได้ปีเศษ แต่มีผู้สนใจ รวมถึงให้การยอมรับไม่น้อย วัดจากจำนวนแฟรนไชส์ที่กระจายไปทั่วประเทศ ทั้งสิ้น 12 สาขา อาทิ นนทบุรี ชลบุรี สุราษฎร์ธานี สระบุรี นครราชสีมา พิษณุโลก สมุทรปราการ ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา เชียงใหม่ กรุงเทพฯ นับว่าขนมดังกล่าวจะเป็นตัวอย่างให้ขนมอื่นในตำนานได้แจ้งเกิดเลยทีเดียว

ในส่วนของคู่แข่ง คุณมงกุฎ บอกว่า ปัจจุบันเท่าที่สำรวจยังไม่มีใครทำขนมโมทะกะ เลยถือว่าเป็นเจ้าแรก ส่วนขนมลาดู ตามท้องตลาดมีวางจำหน่ายกันมาก แต่จุดแข็งของแบรนด์ ปารณีย์ โฮลี่สวีท อยู่ที่การเลือกใช้วัตถุดิบอย่างดี นำเข้าจากประเทศอินเดีย กระบวนการผลิตทุกขั้นตอนปฏิบัติถูกต้องตามตำนาน แต่หากวันหนึ่งมีผู้ศึกษาและทำตาม จะครองความเป็นเบอร์หนึ่งด้วยคุณภาพ รักษาฐานลูกค้าให้ยั่งยืนด้วยมิตรภาพ การบริการ รวมถึงแผนการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบ

ทุกวันนี้ทางด้านยอดขาย เจ้าของสินค้า ระบุว่า แต่ละเดือนจะส่งขนมให้กับตัวแทนจำหน่าย และแฟรนไชส์ทั้ง 12 สาขา รวมทั้งสิ้น 600 กล่องสินค้า หรือเฉลี่ยเป็นชิ้นขนมประมาณเกือบ 5,000 ชิ้น คิดมูลค่าหลายหมื่นบาทเลยทีเดียว

ในอนาคต ฐานะผู้บริโภคอาจจะได้เห็นขนมมงคลอันหลากหลาย ล้วนแล้วมีประวัติความเป็นมา ภายใต้แบรนด์ "ปารณีย์ โฮลี่สวีท" นับว่าเป็นการตลาดที่น่าสนใจ เพราะใช้เรื่องเล่าและความศรัทธาเป็นจุดขาย ถือว่าเป็นช่องทางทำรายได้ที่ไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียวใครสนใจจะซื้อขนมพระพิฆเนศไปบูชา หรือคิดที่จะร่วมธุรกิจ ติดต่อ คุณมงกุฎ และคุณปารณีย์ หรือ คุณกี้ โทรศัพท์ (089) 769-4220, (087) 683-3358, (086) 784-1824 หรือ www.paraneeholysweet.com

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตและจำหน่ายขนมโมทะกะ และขนมลาดู

ลักษณะกิจการ ครอบครัว

ยี่ห้อ ปารณีย์ โฮลี่สวีท

เจ้าของกิจการ คุณปารณีย์ ภิญโญทรัพย์

เงินลงทุนเบื้องต้น หลักหมื่นบาท

ที่มาของกิจการ เกิดจากความศรัทธาองค์พระพิฆเนศ และมองเห็นช่องว่างว่า ในตลาดขนมบูชา ยังไม่มีขนมโมทะกะจำหน่าย

จุดเด่น เป็นขนมที่ถูกถอดแบบ สูตร และกรรมวิธีการทำที่ถูกต้องจากในตำนาน คนทั่วไปให้การยอมรับ

แหล่งซื้อวัตถุดิบ ในประเทศ และบางส่วนนำเข้าจากประเทศอินเดีย

รูปแบบการจัดจำหน่าย ขายปลีก ตัวแทนจำหน่าย และแฟรนไชส์

ยอดขาย รวมทั้งสิ้น 600 กล่องสินค้า หรือเฉลี่ยเป็นชิ้นขนมประมาณเกือบ 5,000 ชิ้น

ราคาขาย ขนมโมทะกะ 5 ลูก ราคากล่องละ 549 บาท ขนมลาดู 9 ลูก ราคากล่องละ 349 บาท
สถานที่ผลิต ที่พักอาศัย
โทรศัพท์ (089) 769-4220, (087) 683-3358, (086) 784-1824
เว็บไซต์ http://www.paraneeholysweet.com

ข้าวหมากสมุนไพร ภูมิปัญญาสร้างรวย

| 2553-08-26 | 0 ความคิดเห็น |
"การผลิตข้าวหมากขายส่งให้กับลูกค้าประจำที่นำไปจำหน่ายอีกทอด ต่อสัปดาห์คุณประวิตรใช้ข้าวเหนียวสำหรับทำข้าวหมากสูงราว 100 กิโลกรัม

และข้าวเหนียวสำหรับทำขนมข้าวหลามตัดอีกราว 40 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ คิดเป็นต้นทุนทั้งหมดต่อเดือนราว 40,000 บาท แต่เมื่อขายเป็นเม็ดเงินหักต้นทุนได้กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณเดือนละ 120,000 บาท"

ใครเคยรับประทานเมนูไทยแท้ชนิดหนึ่ง ทำจากข้าวเหนียว หมักได้ที่ รสชาติออกหวาน เป็นรสหวานที่ได้จากน้ำตาลซึ่งเกิดขึ้นโดยการหมักยีสต์อันเป็นส่วนผสมที่สำคัญในเมนูนี้

ที่เอ่ยถึงเป็นเมนูที่เรียกว่า "ข้าวหมาก" อันเป็นอาหารไทยที่มีมาแต่นมนาน สร้างขึ้นด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน มีส่วนผสมของยีสต์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ มีธาตุสังกะสีมาก ซึ่งคุณประโยชน์ของสังกะสีช่วยในการบำรุงเลือด ผิวพรรณสดใส ลดการเป็นสิวฝ้า โดยสมัยโบราณนิยมให้ "เด็ก" รับประทาน เพื่อส่งเสริมการเจริญอาหารในเด็กได้ด้วย

ภูมิปัญญาแต่ดั้งเดิมดีๆ เช่นนี้ หากต้องการรับประทานจัดเป็นเมนูที่หารับประทานได้ยาก มีจำหน่ายในบางจุดบางแห่ง แต่ที่สำคัญทราบได้หรือไม่อย่างไรว่าเป็นข้าวหมากที่ผลิตขึ้นโดยสมุนไพรแท้เช่นเดียวกับส่วนผสมในตำรับโบราณ เพราะปัจจุบันหลายต่อหลายครั้งที่สอบถามผู้ที่รับประทานข้าวหมากในปัจจุบัน เกือบทั้งหมดตอบถึงรสชาติเป็นเสียงเดียวกันว่า กลิ่นและรสชาติคล้ายแอลกอฮอล์ ทำให้ไม่ทราบว่ารสชาติที่แท้จริงของข้าวหมากโบราณเป็นอย่างไร

ใช้ลูกแป้งสมุนไพรแท้

พลิกสูตรข้าวหมากเอง

คุณประวิตร โพธิ์ทอง ชายวัย 40 ปีเศษ ช่วยให้คำตอบเรื่องของรสชาติข้าวหมาก จากประสบการณ์และความชอบเป็นการส่วนตัวในการรับประทานข้าวหมาก โดยบอกกับเราว่า รสชาติดั้งเดิมของข้าวหมากที่แท้จริง จะต้องไม่เปรี้ยว ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เมื่อรับประทานแล้วจะเกิดรสหวานติดลิ้น และไม่ทำให้เกิดอาการมึนเมา ซึ่งคุณประโยชน์ที่สำคัญมีมากมายหากรับประทานข้าวหมากแท้ แต่ปัจจุบันที่วางจำหน่ายหรือหาบเร่ขายเกือบทั้งหมดผลิตโดยมีส่วนผสมของ "สาโท" ซึ่งมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ทำให้ข้าวหมากมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว และผู้รับประทานบางรายเกิดอาการมึนเมา แต่ข้าวหมากแท้ในปัจจุบันหารับประทานได้ยาก ทำให้ความรู้จักในกลุ่มวัยรุ่นไม่แพร่หลาย ผู้ที่รู้จักและรับประทานข้าวหมากเป็นมีเพียงกลุ่มวัยทำงาน วัยกลางคน และผู้สูงอายุเท่านั้น

ที่ให้คุณประวิตรเป็นผู้ให้คำตอบเรื่องของข้าวหมาก เพราะชื่อ "ข้าวหมากสมุนไพร คุณประวิตร" เป็นที่รู้จักคุ้นเคยในหมู่ผู้สรรหาข้าวหมากสมุนไพรแท้ตามแบบฉบับโบราณมารับประทาน เพราะคุณประวิตรเคยเป็นผู้ขายข้าวหมากสมุนไพรหมุนเวียนในตลาดนัด 2 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร เพราะความแท้ของข้าวหมากทำให้การเติบโตในทางธุรกิจของข้าวหมากสมุนไพรของเขา เติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะเพียงไม่กี่เดือนหลังขายปลีก มีลูกค้าติดต่อขอซื้อในราคาส่ง เพื่อนำไปจำหน่ายต่ออีกทอด ทำให้ปัจจุบันหลังเริ่มกิจการเพียง 1 ปีเศษ คุณประวิตรผันตัวเองเป็นผู้ผลิตเพื่อจำหน่ายส่งเพียงอย่างเดียว เหตุผลหนึ่งคือ การออกขายข้าวหมากด้วยตนเองทำให้เสียเวลาในการทำข้าวหมาก อีกทั้งแรงงานที่ทำข้าวหมากมีเพียง 3 ชีวิตเท่านั้น

คุณประวิตร เล่าว่า เพราะในสมัยเด็กเขาชื่นชอบการรับประทานข้าวหมากเป็นชีวิตจิตใจ ภายหลังเมื่อก้าวสู่ชีวิตวัยทำงาน กลับหวนนึกถึงรสชาติข้าวหมาก ต่อเมื่อมีพ่อค้าหาบเร่นำมาขาย เมื่อซื้อรับประทานจึงทราบว่าไม่ใช่ข้าวหมากแท้ เป็นการผสมด้วยแอลกอฮอล์หรือสาโททำให้เกิดรสชาติของการหมักมากกว่า ตรงนี้เองเป็นประกายที่ทำให้คุณประวิตรคิดผลิตข้าวหมากสมุนไพรขึ้นเอง เพื่อให้ตนเองได้รับประทานข้าวหมากโบราณแท้ และเพื่อให้ผู้ที่ต้องการรับประทานข้าวหมากดั้งเดิมได้ลิ้มชิมรสด้วย

"ผมติดต่อญาติที่จังหวัดจันทบุรี ขอให้ทำลูกแป้งสมุนไพร ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักที่สำคัญที่ทำให้ข้าวเหนียวกลายเป็นข้าวหมาก เพราะจำได้ว่าการทำลูกแป้งต้องอาศัยความรู้ความชำนาญในการทำของคนสมัยก่อน ซึ่งลูกแป้งมีส่วนผสมของสมุนไพรหลายชนิดในสัดส่วนที่พอเหมาะ เมื่อได้ลูกแป้งมาแล้ว กรรมวิธีการทำข้าวหมาก ผมศึกษาด้วยตนเองจากหนังสือและทดลองทำ นำไปให้เพื่อนๆ และคนรู้จักรับประทาน ผลออกมาปรากฏว่า ทุกคนบอกว่า รสชาติดี อร่อย ไม่เหมือนข้าวหมากทั่วไป"

มั่นใจขายได้-รสชาติดี

เลือกพันธุ์ข้าวเหนียว "เขี้ยวงู"

คุณประวิตรพกความมั่นใจมาเต็มกระเป๋า เมื่อได้ลูกแป้งสมุนไพรและสูตรข้าวหมากที่ทดลองทำแล้วได้รับการตอบรับที่ดี จึงเริ่มมองตลาดและออกสำรวจแหล่งวัตถุดิบ โดยวัตถุดิบที่สำคัญและใช้ในปริมาณมาก คือ ใบตอง และ ข้าวเหนียว ท้ายที่สุดใบตองได้แหล่งซื้อในราคาไม่สูงนัก ส่วนข้าวเหนียว คุณประวิตรบอกอย่างไม่ปิดบังว่า ใช้ข้าวเหนียวพันธุ์เขี้ยวงู เพราะเป็นข้าวเหนียวพันธุ์ดี ไม่เละ มีความเหนียวนุ่ม สีนวลสวย แม้ราคาสูงพอสมควรแต่คุณประวิตรก็เลือกใช้ และทั้งหมดทำให้คุณประวิตรตั้งมั่นว่าจะทำออกขาย

ลองทำเลครั้งแรกได้ทำเลบริเวณตลาดนัดสมบัติพัฒนา ซอยอารีย์สัมพันธ์ เป็นแผงเช่าเล็กๆ ขนาด 1 ตารางเมตร ค่าเช่าวันละ 200 บาท ขายเฉพาะวันศุกร์ ระหว่างเวลา 11.00-13.00 น. และอีกทำเลเป็นแผงค้าเล็กๆ ในตลาดรวมยาง ย่านธนาคารแห่งประเทศไทย ขายเฉพาะวันอังคาร ช่วงเวลากลางวันเช่นกัน วางแผงวันแรกคุณประวิตรทำข้าวหมากไปจำนวน 200 ห่อ มีทั้งห่อใบตองและใส่ถุงพลาสติคเย็บปิดปากถุงอย่างดี ขายที่ 25 บาทต่อถุง ประดับด้วยดอกกล้วยไม้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นไทย ทั้งยังทำขนมข้าวหลามตัดไปวางขาย ที่อดีตผู้นิยมรับประทานข้าวหมากจะรับประทานข้าวหลามตัดควบคู่ไปด้วยอีก 1 ถาด ราคาขายอยู่ที่ 10 บาทต่อห่อ

ไม่น่าเชื่อว่า ประเดิมการขายครั้งแรก คุณประวิตรขายข้าวหมากหมดภายใน 4 ชั่วโมง เก็บแผงได้ตั้งแต่ยังไม่เที่ยง ก่อนผู้ค้าคนอื่นในตลาดทั้งหมด คิดต้นทุนกำไรแล้ว ได้กำไรสุทธิครั้งนั้นประมาณ 3,000 บาท

เมื่อถามถึงจุดขาย คุณประวิตรแน่ใจได้ว่า เพราะข้าวหมากของเขาเป็นของโบราณแท้ ทำจากสมุนไพรซึ่งเป็นส่วนผสมที่มีในลูกแป้ง และกรรมวิธีการผลิตข้าวหมากที่ระมัดระวังให้ได้รสชาติและคุณภาพอย่างดี ทำให้สินค้าขายหมดอย่างรวดเร็ว และในบางคราวคุณประวิตรพอมีเวลาเหลือจากการทำข้าวหมาก ทำน้ำข้าวหมากขาย เพราะทุกการหมักข้าวเหนียวจำนวน 1 กิโลกรัม จะได้น้ำข้าวหมากประมาณ 750 มิลลิลิตร คุณประโยชน์ของน้ำข้าวหมากสามารถนำไปปรุงอาหารแทนเครื่องปรุงอื่นได้ หรือในบางครั้งคุณประวิตรนำข้าวหมากมาตำละเอียดเป็นส่วนผสมทำข้าวหมากกุ้งหลน ขายในราคากระปุกละ 80 บาท เป็นการเพิ่มรายได้โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุน


ดันขายส่ง คุมการผลิต

เม็ดเงินเกินแสนต่อเดือน

จากการขายในตลาดนัด 2 แห่ง ซึ่งมีจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ และมีขาจรที่บางรายเดินทางไกลจากต่างจังหวัดเพื่อขอซื้อข้าวหมาก คุณประวิตรจึงขยายทำเลออกไปในตลาดนัดอีก 3 แห่ง ในวันจันทร์ พุธ และพฤหัสบดี รวมขาย 5 วันต่อสัปดาห์ ในตลาดนัดที่ไม่ซ้ำกัน

แต่หลังจากวางขายได้ราว 6 เดือน คุณประวิตรเริ่มประสบปัญหาการผลิต แม้จะรายได้ดี แต่การออกเร่ขายด้วยตนเองตลอดทั้ง 5 วัน ทำให้ภาคการผลิตใน 5 วันตกเป็นหน้าที่ของแม่และภรรยา ซึ่งแม้คุณประวิตรจะถ่ายทอดสูตรการทำข้าวหมากให้ แต่ขั้นตอนการห่อใบตองและเก็บใส่ถุงพลาสติคยังต้องใช้แรงงานที่มากกว่านี้ ประกอบกับมีผู้สนใจติดต่อขอซื้อจำนวนมากในราคาขายส่ง เพื่อนำไปจำหน่ายต่อ คุณประวิตรเห็นช่องทางจึงตัดสินใจเลิกเร่ขายในตลาดนัดทั้ง 5 แห่งของสัปดาห์ และผลิตส่งให้กับลูกค้าเพียง 2 รายที่ขายในตลาดรวมยางและตลาดสมบัติพัฒนาแทน

ทุกวันนี้ การผลิตข้าวหมากขายส่งให้กับลูกค้าประจำที่นำไปจำหน่ายอีกทอด ต่อสัปดาห์ คุณประวิตรใช้ข้าวเหนียวสำหรับทำข้าวหมากสูงราว 100 กิโลกรัม และข้าวเหนียวสำหรับทำขนมข้าวหลามตัดอีกราว 40 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ คิดเป็นต้นทุนทั้งหมดต่อเดือนราว 40,000 บาท แต่เมื่อขายเป็นเม็ดเงินหักต้นทุนได้กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณเดือนละ 120,000 บาท

"ข้าวหมากโบราณแท้รับประกันได้ว่า เป็นต้นตำรับที่ทำจากลูกแป้งสมุนไพรจริง ปัจจุบันทำขายมานานราวปีเศษ มีคนติดต่อขอให้สอนวิธีการทำข้าวหมาก จึงเปิดสอนให้กับผู้สนใจในราคาเพียง 4,500 บาท บอกขั้นตอนและเคล็ดลับทั้งหมดให้ ยกเว้นลูกแป้งข้าวหมาก โดยหากผู้เรียนจะนำไปผลิตขายขอให้ซื้อลูกแป้งข้าวหมากจากผมเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมามีคนมาเรียนและกลับไปทำขายมีรายได้เลี้ยงชีพแล้ว 1-2 ราย"

คุณประวิตรวางอนาคตข้าวหมากสมุนไพรไว้อย่างคร่าวๆ โดยเล็งเปิดหน้าร้านเป็นของตนเอง 1 แห่ง และมีรถเคลื่อนที่ขายข้าวหมากสมุนไพรอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นการขายตรงถึงผู้บริโภค ไม่ผ่านการขายส่งเหมือนทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นคงต้องเพิ่มแรงงานภาคการผลิต และปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์จากใบตองเป็นบรรจุภัณฑ์ประเภทอื่น เพื่อตัดปัญหาใบตองขาดแคลนที่อาจเกิดขึ้นได้อนาคต

ช่วงท้ายคุณประวิตรฝากถึงผู้ที่นิยมชมชอบข้าวหมากสมุนไพรของแท้ หากต้องการสั่งในปริมาณมาก ขอให้แจ้งล่วงหน้า เพราะการผลิตข้าวหมากต้องใช้เวลานานถึง 2 วัน หรือหากต้องการสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับข้าวหมากสมุนไพรของเขา คุณประวิตรยินดีตอบในทุกข้อซักถาม


ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตและจำหน่ายข้าวหมากสมุนไพร

ชื่อกิจการ ข้าวหมากสมุนไพร คุณประวิตร

ลักษณะกิจการ เจ้าของคนเดียว

เจ้าของกิจการ คุณประวิตร โพธิ์ทอง

เงินลงทุน หลักพันถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นกับจำนวนการผลิต

วัตถุดิบหลัก ลูกแป้งข้าวหมาก ข้าวเหนียว ใบตอง

รูปแบบการขาย ขายส่ง

แหล่งซื้อวัตถุดิบ เฉพาะลูกแป้งสั่งตรงจากจังหวัดจันทบุรี

ทำเล ตลาด หรือแหล่งชุมชน

รายจ่ายซื้อวัตถุดิบต่อเดือน 40,000-45,000 บาท

พนักงาน 3 คน

รายได้ต่อเดือน 100,000-120,000 บาท

ยอดการผลิต ข้าวเหนียว 140 กิโลกรัมต่อสัปดาห์

จุดเด่นของสินค้า ข้าวหมากสมุนไพรโบราณแท้

สถานที่ตั้ง เลขที่ 72/115 หมู่บ้านพระปิ่น 2 ถนนศาลาธรรมสพน์ แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ

โทรศัพท์ (081) 830-4447 และ (082) 290-3959

ข้อมูล เส้นทางเศรษฐี
ภาพประกอบ จากอินเตอร์เน็ต

10ร้าน 10รส คนบันเทิงทำมาหากิน

| | 0 ความคิดเห็น |
อาชีพดารา นักร้อง นักแสดง ถือเป็นอาชีพที่ใครๆ ก็ใฝ่ฝันอยากเข้าไปสัมผัส เพราะในสายตาของคนทั่วไปแล้วมองว่าอาชีพนี้นอกจากจะได้แต่งตัวสวย เป็นผู้นำแฟชั่น เป็นไอดอลของเด็กและเยาวชนแล้วยังมีรายได้ที่งดงามตามมาด้วย

แต่ทว่าในความเป็นจริง อาชีพที่ขายหน้าตา ขายเสียงนั้น แทบไม่มีความจีรังยั่งยืน
เพราะทุกปีจะมีคนที่ใหม่กว่า สดกว่าก้าวขึ้นมาประชันฝีมือบนเวทีแห่งนี้ตลอด สปอตไลต์ที่เคยสาดส่องก็เริ่มจะเปลี่ยนทิศ ดังนั้นเมื่อเริ่มมีชื่อเสียง เริ่มเก็บหอมรอมริบเงินได้ก้อนหนึ่ง บรรดาคนบันเทิงก็นิยมเปิดกิจการเป็นของตนเองเพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิตวันข้างหน้าในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปคนบันเทิงมีวิธีคิดในการเลือกประกอบอาชีพที่สองอย่างไร แล้วแต่ละคนประสบความสำเร็จแค่ไหน เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของแฟนคนบันเทิงอย่างยิ่ง

ในงาน พลังสร้างไทย พลังใจสร้างอาชีพ ที่ M-150 ได้จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้เพื่อช่วยลดวิกฤตคนว่างงาน จึงไม่เพียงแต่จัดพื้นที่ส่วนหนึ่งให้กับสินค้าโอท็อปทั่วประเทศนำสินค้ามาร่วมแสดงแล้วยังกันพื้นที่ส่วนหนึ่งให้กับเหล่านักร้อง นักแสดง ที่ได้ประกอบอาชีพอิสระมาร่วมออกบูทประชันลีลาการผลิตสินค้าและขายสินค้า เรียกให้ผู้สนใจอยากกระทบไหล่คนบันเทิงกันแบบใกล้ชิดได้เดินเข้ามาร่วมงาน

นานๆ คนบันเทิงจะได้มีโอกาสมารวมตัวกันออกร้าน งานนี้จึงมีทั้งผู้ที่ใคร่ชิมสินค้า ผู้ที่ใคร่ถ่ายรูปพูดคุยกับดารา และผู้ที่สนใจอาชีพอิสระเข้าไปร่วมงานอย่างคึกคัก


วีเจ จ๋า-ไอศกรีมโอลูรี่
ร้านแรกไอศกรีม "โอลูรี่" ชื่อร้านเป็นภาษาฮาวาย เจ้าของไม่ใช่ใครอื่น เป็นของ VJ จ๋า "ณัฐฐาวีรานุช ทองมี"

ความหมายของชื่อร้าน คือ การเขย่า (shake) เหมือนกับการผสมเครื่องดื่มนั่นเอง

"จ๋า" บอกว่า "ชีวิตคนเราอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ วันนี้มีเงินพรุ่งนี้ก็อาจจะหมดได้ เราจึงต้องพยายามหาเส้นทางที่ทำให้ตัวเองอยู่รอดให้ได้"

ข้อคิดง่ายๆ แต่ได้ใจของสาว "จ๋า" บอกเล่าถึงที่มาที่ไปของการก้าวเข้ามาจับธุรกิจนี้ได้อย่างชัดเจน

แต่อย่างไรก็ตาม "จ๋า" ยังบอกอีกว่า "ช่วงเศรษฐกิจอย่างนี้ ร้านโอลูรี่ ก็ได้รับผลกระทบบ้างแต่ไม่มากนัก เพราะคนมีการใช้จ่ายน้อยลงแต่สินค้าประเภทอาหารเครื่องดื่มมีราคาไม่แพงมาก เรียกว่าราคาน่ารักๆ พอคุยกันจึงทำให้คนมีการจับจ่ายใช้สอยอยู่เรื่อยๆ"

"ร้านโอลูรี่" มีไอศกรีมหลากหลายรสที่บางส่วนมีการดัดแปลงสูตรมาทำบ้าง บางสูตรทาง "ร้านโอลูรี่" ก็มีการคิดค้นขึ้นเองด้วย อย่างเช่น สูตรสตรอว์เบอร์รี่สมูทตี้ แต่ที่เด็ดสุดของร้านนี้ที่แนะนำผ่านประชาชาติธุรกิจมา คือ ไอศกรีมโมจิ สีสวยน่ารัก เรียกว่าอร่อยแบบ VJ จ๋า ต้องที่โอลูรี่เท่านั้น


หนุ่มแทน-ลูกชิ้นดาวร้าย

มาถึงร้านที่สองใช้ชื่อแบรนด์แบบบู๊ๆ ว่า "ลูกชิ้นดาวร้าย" เป็นของ ฐิติ พุ่มอ่อน หรือ "หนุ่มแทน" ดาวร้ายหน้าหล่อที่มีอีกด้านที่น่ารักเหมือนกัน

"แทน" บอกว่า "แบรนด์ลูกชิ้นดาวร้ายทำมาได้เกือบ 2 ปี ทุกวันนี้คนเริ่มรู้จักกันมากขึ้น สาเหตุที่มีลูกชิ้นดาวร้ายก็เพราะ เห็นว่ามี "ลูกชิ้นปู-เด๋อ" ก็เลยลองทำลูกชิ้นดาวร้ายขึ้นมาบ้าง" ช่างเป็นชื่อร้านที่เหมาะเจาะกับรูปลักษณ์ของเจ้าของร้านมากเลย

"แทน" บอกถึงความพิเศษของลูกชิ้นดาวร้ายที่โดดเด่นแตกต่างจากยี่ห้ออื่นๆ ว่า เป็นลูกชิ้นที่ชาวมุสลิมสามารถซื้อทานได้ด้วย และถ้าจะทานให้อร่อยมีสูตรว่าต้องทานคู่กับน้ำจิ้มนางเอกของทางร้าน ที่สำคัญลูกชิ้นดาวร้ายใช้วัตถุดิบอย่างดีไม่มีผสมแป้งเพื่อลดต้นทุน

"แทน" แอบกระซิบบอกว่า น้ำจิ้มของลูกชิ้นดาวร้ายได้รวมนางเอกไว้ครบทุกรส ทั้งรสหวาน รสเปรี้ยว รสเผ็ด ดังนั้นจึงเป็นสูตรเด็ดที่อร่อยไม่เหมือนใคร


ติ๊ก ชีโร่-โดนัท โด ดี โด
ร้านที่สาม อร่อยแบบหวานๆ กับร้าน "โดนัท โด ดี โด" โดนัทแป้งดีของนักร้องหนุ่มอารมณ์ดี โต้ ชีริ๊ก "ติ๊ก ชีโร่"

ร้านนี้เจ้าของร้านเลือกใช้โทนสีเขียวเป็นสัญลักษณ์ ทุกครั้งที่ต้องไปยืนเป็นพรีเซ็นเตอร์หน้าร้าน ติ๊ก ชีโร่ จึงต้องใส่สีเขียวทั้งชุด เพื่อให้กลมกลืน ทั้งกล่อง ทั้งถุงใส่ขนมร้านนี้ก็ยังใช้กระดาษเป็นสีเขียว ไม่ต้องพูดถึงพนักงานขายหน้าร้านอย่างไรหนีไม่พ้นต้องแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยชุดเสื้อสีเขียว

เรียกว่าเขียวทั้งร้าน เพราะคอนเซ็ปต์เขาวางไว้อย่างนี้

"ติ๊ก ชีโร่" ให้เหตุผลแบบอินเทรนด์ว่า เพื่อร่วมด้วยช่วยกันรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนที่กำลังเป็นปัญหามาแรงจึงนำเสนอทุกอย่างเป็นแพ็กเกจสีเขียว

โดนัทแบรนด์โด ดี โดนี้ถือเป็นอีกธุรกิจที่ประสบความสำเร็จค่อนข้างสูง เพราะเปิดมายังไม่ถึงปี ปัจจุบันมีทั้งหมดเกือบ 10 แห่ง โดยไม่ได้ขายแฟรนไชส์ให้กับที่อื่น เรียกว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้จากการขายสินค้าเข้ากระเป๋าพี่ติ๊กคนเดียว

ติ๊กเล่าให้ฟังว่า โดนัทในร้านเป็นสูตรที่คิดขึ้นมาเองเพราะเห็นว่าคนเดี๋ยวนี้เริ่มรักษาสุขภาพของตัวเองแล้วหันมาใส่ใจกับเรื่องของอาหารการกินกันมากขึ้น ทางร้านจึงเลือกใช้สูตรแป้งที่มีน้ำตาลน้อย (low sugar) เพื่อตอบโจทย์สาวๆ ที่ห่วงรูปร่างของตัวเองก็สามารถทานได้อย่างสบายหายห่วง โดยมีเมนูให้เลือก 40 กว่ารสชาติ แต่รสชาติที่ฮิตที่สุดพนักงานขายหน้าร้านกระซิบบอกมา คือ โดนัทตุ๊กตาหน้ายิ้ม และเค้กแยมจุด ที่เห็นเป็นรูปการ์ตูนติดอยู่ที่ถุงใส่ขนม และสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนเลือกเดินเข้าร้านโดนัท โด ดี โด กันอย่างเนืองแน่นก็เพราะสินค้าของร้านแห่งนี้ผลิตกันใหม่สดทุกวัน การันตีว่าไม่มีของค้างคืน

ใครอยากลิ้มรสโดนัทในสไตล์ช่วยลดโลกร้อนว่าเป็นอย่างไร ก็แวะกันไปได้ที่ร้าน "โดนัท โด ดี โด" ที่กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ทั้งแฟชั่นไอส์แลนด์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และที่อื่นๆ อีกมากมาย

หนุ่มเอ-ปลาดุกฟู
เดินมาถึงร้านที่สี่ ไม่แวะก็คงไม่ได้ ร้านนี้เป็นของ "หนุ่มเอ เชิญยิ้ม" ขายยำปลาดุกฟู ตั้งชื่อร้านแบบน่ารักๆ ว่า "ฟู๊ ฟู เอเชิญยิ้ม"

กรรมวิธีในการทำยำปลาดุกฟูดูเหมือนจะง่ายๆ แต่หนุ่มเอบอกว่าไม่หมูเหมือนกัน กว่าจะได้อาหารรสเลิศมาเสิร์ฟผู้บริโภคต้องคัดปลาอย่างดีนำมาต้มจนสุกแล้วลอกเอาเฉพาะเนื้อของปลาแล้วนำมาปั่นให้ละเอียดจนเข้ากันดีแล้ว จากนั้นนำมาทอดในน้ำมันที่เดือดจนเหลืองกรอบ ซึ่งที่ร้านจะใช้เนื้อปลาล้วนๆ ไม่ผสมแป้งจึงมีความกรอบนอกนุ่มใน เวลาทานเข้าไปแล้วจะเหมือนเส้นสายไหมที่เป็นขนมหวาน

เรียกว่ากว่าจะมาเป็นยำปลาดุก ฟู๊ ฟู ได้ก็ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน เสียปลาดุกฟรีไปหลายกิโลกรัม เพราะครั้งแรกที่ทำออกมาหน้าตาเป็นยำปลาดุกแฟบ ต้องพัฒนาสูตรกันอยู่นาน พยายามหากรรมวิธีจนกลายมาเป็นยำปลาดุกฟูในแบบที่น่ารับประทานเช่นปัจจุบัน

หลายวันอาจจะยังไม่รู้ว่า ทำไมหนอหนุ่มเอจึงเลือกขายปลาดุกฟู มันอินเทรนด์ ตรงไหน เมื่อสอบถามพนักงานได้รับคำตอบว่า การที่หนุ่ม "เอ" เลือกทำยำปลาดุกเพราะส่วนหนึ่งเป็นคนอิสลาม เห็นหน้าตาหล่อตี๋แบบนี้ไม่บอกไม่รู้เลยนะนี่ว่ามีเชื้อ

จะว่าไปแล้วตอนนี้ฟู๊ ฟูก็เฟื่องฟูไม่น้อยกว่าธุรกิจของคนบันเทิงคนอื่นๆ เพราะมีร้านแฟรนไชส์ถึง 10 แห่งแล้ว แถมยังมีรับจัดงานเลี้ยงนอกสถานที่อีกด้วย

ตี๋ ดอกสะเดา-ไอศกรีมทอด
ร้านที่ห้า เห็นแล้วต้องแปลกใจ แค่ชื่อร้าน "ไอศกรีมทอด ตี๋ ดอกสะเดา" ก็ทำให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาตั้งคำถามแล้วว่า หน้าตามันเป็นอย่างไร ยิ่งเห็นคำเชิญชวนที่ว่า อร่อยขึ้นตา มีให้เลือก 5 รสชาติ ยิ่งเพิ่มข้อสังสัยต้องเดินเข้าไปสอบถาม

"หนุ่มตี๋" คุยด้วยน้ำเสียงที่เป็นกันเองว่า ทำตรงนี้มาได้ 2 ปีแล้ว ธุรกิจมีขึ้นมีลงบ้างตามสภาพเศรษฐกิจของสังคม แต่ก็พออยู่ได้ในระดับหนึ่ง ตอนนี้มีแฟรนไชส์ทั้งหมด 167 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศทั้งในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ต่างจังหวัด โดยเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าทั้งเด็กและผู้ใหญ่

และที่เลือกทำธุรกิจนี้เพราะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ชอบทานของแปลก ไอศกรีมเย็นๆ ทอดในความร้อนที่สูงแต่ไม่ละลาย ถือเป็นของหวานอีกชนิดที่ช่วยคลายร้อนได้ดี

เมื่อถามของเรื่องอุปสรรคในการทำงาน "หนุ่มตี๋" บอกว่าก็มีบ้าง อย่างเช่นปัญหาการเจาะตลาดหรือแหล่งที่ขายว่าจะทำอย่างไรให้สินค้าเป็นที่รู้จักของตลาด

"หนุ่มตี๋" แม้จะเลือกอาชีพตลกเป็นอาชีพหลัก แต่ชีวิตจริงที่ไม่สามารถเรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดเวลา เขาจึงต้องหาอาชีพเสริมเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตอีกทางหนึ่ง

จอน ม๊กจ๊ก-น้ำพริกสู้ชีวิต
ร้านที่หก ไม่ลองไม่รู้กับ น้ำพริกสู้ชีวิต ของตลกสาวแคระสู้ชีวิต จอน ม๊กจ๊ก ลิ้มรสแล้วอร่อยไม่แพ้เจ้าอื่น
ถ้าจะพูดถึงชีวิตของหญิงเหล็กคนหนึ่งที่เศร้าและทุกข์ไม่แพ้เรื่องราวในละครไทย แต่เธอก็ไม่เคยท้อกับชีวิตที่บางครั้งต้องนั่งร้องไห้เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะสุดท้ายเธอเลือกที่จะให้กำลังใจตัวเองด้วยการลุกขึ้นสู้ใหม่เสมอ

แม้ในสายตาหลายคนจะมองเธอว่าเป็นตลกตกอับ แต่ "จอน" บอกว่า "ไม่ใส่ใจกับคำพูดเหล่านั้นแต่พยายามทำทุกอย่างด้วยน้ำพักน้ำแรงที่ตัวเองมี เพราะสิ่งที่ทำอยู่มันไม่ใช่การตกอับแต่มันเป็นเรื่องของการสร้างอาชีพเสริมให้กับตัวเอง หากพรุ่งนี้ไม่มีงานตลก แต่ก็ยังมีน้ำพริกให้ขาย ที่สำคัญสิ่งที่ทำไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนทุกการกระทำ ทุกความตั้งใจเพื่อความอยู่รอดเหมือนกับทุกๆ ชีวิตในสังคม"

"จอน" บอกว่า ทำ "น้ำพริกสู้ชีวิต" มาได้ 2 ปีกว่าแล้ว ชีวิตพออยู่ได้ ที่สำคัญยังได้กำลังใจดีๆ จากคนรอบข้างเสมอ การทำน้ำพริกตอนนี้ก็ไม่ลำบากมากเพราะมีลูกมือช่วยทำ 2-3 คน เป็นน้ำพริกที่ไม่ผสมสารกันบูด คิดเอง ทำเอง ทุกขั้นตอน


อิทธิ พลางกูร-ไก่ทอดเก็บตะวัน
ร้านที่เจ็ด อิ่มอร่อยแบบทอดๆ กับ "รานไก่ทอดเก็บตะวัน ของ ครอบครัวอิทธิ พลางกูร

แค่เห็นชื่อร้านไก่ทอดก็ต้องนึกถึงเพลงเก็บตะวันที่พี่อิทธิ พลางกูร เคยร้องเอาไว้ เพราะเพลงนี้ไม่เพียงแต่มีเนื้อหากินใจ เสียงของนักร้องยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้ผู้ฟังอินทุกครั้งที่เสียงเพลงนี้ลอยมาตามสายลม

ครอบครัวของคุณอิทธิ พลางกูร บอกว่า "ไก่ทอดเก็บตะวันทำผ่านมาได้ 1 ปีแล้ว เหตุผลที่เลือกทำไก่ทอดเก็บตะวันเพราะทางครอบครัวชอบทานไก่ทอดเป็นอาหารหลักของบ้าน เมื่อก่อนเวลาเดินทางไปไหนก็จะมีข้าวเหนียวไก่ทอดไปทานด้วยทุกครั้งแล้วก็อยากจะแบ่งปันความอร่อยให้กับคนอื่นบ้าง"

ในวันที่คิดจะเปิดกิจการนี้ก็มานั่งคิดกันว่าจะตั้งชื่อร้านว่าอะไรดี สุดท้ายก็มาสรุปที่ร้านไก่ทอดเก็บตะวัน ซึ่งอิทธิ พลางกูร เป็นคนตั้งเอง ซึ่งทางร้านก็ไม่ได้มีแค่ไก่ทอดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีปูจ๊อ หอยจ๊อ ปูจ๋า กุ้งพันอ้อย และเร็วๆ นี้จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ชื่อว่า "น้ำพริกยังจำไว้" ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของครอบครัวพลางกูร ไม่ใส่ผงชูรสและสารกันบูด

เจ้าของร้านบอกว่า ร้านนี้ไม่เหมือนร้านไก่สูตรอื่นๆ เพราะใช้สูตรพิเศษในการหมักไก่ทำให้รสชาติดี

ถ้าใครติดใจรสชาติก็ต้องคอยติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด เพราะร้านนี้ไม่เพียงแต่ไม่มีแฟรนไชส์ ไม่มีสาขาแล้ว ยังไม่ได้เปิดขายเป็นประจำทุกวัน แต่จะเปิดเฉพาะในช่วงออกงานต่างๆ เท่านั้น


ตาโย่ง-น้ำพริก ร้านที่แปด อร่อยแบบไทยๆ กับ น้ำพริกตาโย่ง

แค่ได้ยินชื่อน้ำพริก หน้าของตลกโย่ง ก็ลอยมาทันที

น้ำพริกตาโย่งเป็นอย่างไร น้าโย่งบอกว่า "น้ำพริกแบรนด์นี้ทำมาได้เกือบ 8 ปีแล้ว เริ่มจากที่ตอนแรกก็ทำอาชีพตลกเพียงอย่างเดียว แต่ก็เริ่มมาคิดได้ว่าวันนี้มีคนดูเรา แต่วันพรุ่งนี้อาจจะไม่มีคนดูก็ได้ เพราะชีวิตคนเราไม่มีอะไรที่ยั่งยืนจึงคิดทำธุรกิจเสริม แต่ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี แต่ก็พยายามคิดจากสิ่งที่มีที่ทำอยู่ในชีวิตประจำวัน และด้วยความที่บ้านทำน้ำพริกอร่อย ประกอบกับตัวเองชอบรับประทานน้ำพริกอยู่แล้ว บางครั้งก็ห่อไปรับประทานที่ทำงานแล้วก็แบ่งปันให้กับเพื่อนๆ ที่ทำงานรับประทานด้วย หลายๆ คนก็ชมว่าอร่อยก็เลยคิดขึ้นมาได้เลยว่าน่าจะลองทำน้ำพริกดู

ถ้าใครชอบรับประทานน้ำพริกจะรู้ว่าในท้องตลาดนั้นมีแต่น้ำพริกของยอดคุณแม่ทั้งนั้น ทั้งแม่ประนอม แม่บุญเรือง พอน้ำพริกตาโย่งออกมาเปิดตลาด หลายคนจึงอยากลิ้มชิมรสดูสักครั้ง

น้าโย่งบอกว่า น้ำพริกนี้เป็นน้ำพริกผู้ชายรายแรกของไทยถึงแม้จะมีแบรนด์อื่นตามมาก็ตาม แต่จนถึงทุกวันนี้แม้จะเจอกับพิษเศรษฐกิจบ้างก็ไม่ได้รับผลกระทบ มากมายเพราะเป็นธุรกิจขนาดย่อมที่มีการลงทุนไม่มาก แต่ก็ต้องขยันมากขึ้นเพื่อให้อยู่ได้ แถมยังได้ลูกสาวสุดที่รักมาช่วยดูแลในเรื่องของการตลาดด้วยจึงทำให้ทั่วทุกภาคของไทยมีน้ำพริกตาโย่งขายอยู่ทั่ว

และที่น่าสนใจคือ ตอนนี้มีถึงสิบสูตรเป็นสูตรที่คิดเองทำเองจากคนที่บ้าน ตอนแรกก็ใช้พื้นที่ที่บ้านทำแต่ก็เริ่มขยับขยายจนตอนนี้ต้องผลิตในโรงงาน ตอนแรกที่ทำคิดแค่ว่าคงจะขายได้ หรือขายได้เพราะหน้าตา ชื่อเสียง ที่อยู่ข้างกระปุก แต่เมื่อคนซื้อกลับมาซื้ออีกครั้งที่ 2-3 เราก็รู้สึกชื่นใจว่าของเราก็ยังอร่อย

สำหรับอาชีพตลกน้าโย่งบอกว่า ก็ยังรักไม่เปลี่ยนเพราะน้าโย่งรักในสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตมีอย่างทุกวันนี้ เรื่องเงินไม่สำคัญขอให้ได้เล่นตลกให้คนหัวเราะมีความสุขเป็นใช้ได้

ลูกชิ้นหมู ปู + เด๋อ
ร้านที่เก้า ชื่อนี้แทบไม่มีใครรู้จัก เดินไปตลาดไหนก็เจอ ลูกชิ้นหมู ปู + เด๋อ

จุดเริ่มต้นของ "ลูกชิ้นหมู ปู + เด๋อ" กล่าวขานกันว่า มาจากในช่วงตั้งครรภ์ "ปู" (กนกวรรณ บุรานนท์) ว่างไม่ได้รับงานแสดงหรือโชว์ตัวใดๆ ทำให้เกิดความคิดที่ต้องการจะมีอาชีพอื่นเพื่อรองรับอาชีพนักแสดงที่อาจจะลดน้อยลงในอนาคต ซึ่งการที่เลือกขายลูกชิ้นมาจากในช่วงงานกาชาดทุกปีจะเชิญนักแสดงไปร่วมออกบูทขายสินค้าเพื่อสร้างสีสันให้กับงาน และในปีนั้นได้เลือกขายลูกชิ้นปรากฏว่าสามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดี

จากจุดตรงนี้เองที่เป็นตัวจุดประกายให้เกิดธุรกิจลูกชิ้นหมู ปู + เด๋อ ที่ได้รับความนิยมในวันนี้

"ลูกชิ้นที่นำมาขายช่วงแรกนั้นรับมาขายอีกที่หนึ่งยังไม่ได้ทำเองเหมือนในปัจจุบัน ส่วนสูตรในการทำก็พยายามพัฒนาและลองผิดลองถูกด้วยตัวเองได้สูตรอะไรมาก็ทดลองทำหมด หมูหมดไปหลายกิโลเหมือนกันกว่าจะได้ "ลูกชิ้นหมู ปู + เด๋อ" ที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน เจ้าของร้านเล่าให้ฟังและบอกต่ออีกว่า ทาง "ปู" และ "คุณเด๋อ" ตั้งใจไว้ว่าจะยึดธุรกิจนี้เป็นอาชีพหลักต่อไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน เพราะการเป็นนักแสดงไม่สามารถสืบทอดต่อไปจนถึงรุ่นลูกได้ แต่การสร้างธุรกิจของเราเองสามารถสร้างอาชีพให้แก่ลูกต่อไปได้ในอนาคต

จุดเริ่มต้นในตอนแรกแม้ว่าจะเหนื่อยมาก ทั้ง "ปู" และ "คุณเด๋อ" เพราะทั้งคู่มักจะออกมาขายและแนะนำสินค้าด้วยตัวเองเสมอ เพื่อให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป แต่ทั้งสองคนก็ยังได้เปรียบคนอื่นๆ ตรงที่เป็นนักแสดงทำให้ได้รับความสนใจจากลูกค้า ทั่วทุกสารทิศ หลังจากลูกค้าคนหนึ่งได้ชิมก็บอกต่อ แล้วมีการกลับมาซื้อครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ยอดขายจึงพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

แม้ว่าความเป็นดารา นักแสดงจะเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้การขายสินค้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ปูกับเด๋อก็เชื่อว่าสุดท้ายสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการทำธุรกิจอาหาร คือ ความใส่ใจในรสชาติ และขั้นตอนการผลิต เพราะอยากให้ลูกค้าได้สิ่งที่ดีที่สุด

ถั่วแระ เชิญยิ้ม-ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ
มากันที่ร้านสุดท้าย ร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำของนายกสมาคมตลกอย่าง ถั่วแระ เชิญยิ้ม ที่ขายหมดก่อนใครเพื่อน แสดงว่าของเขาดีจริงๆ ไม่รู้ว่าหนุ่มเคราแพะ ถั่วแระ เชิญยิ้ม ใช้สูตรพิเศษอะไรในการทำน้ำซุปถึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า หรือว่ามีคาถาดีเรียกคนเข้าร้าน

หลังจากเดินสำรวจแล้วพบแต่ตู้เปล่าๆ เลยหมดโอกาสหาคำตอบมาฝากผู้อ่าน เอาไว้คราวหน้าปะหน้าถั่วแระจะรีบไขปริศนานี้ทันที

ทั้งหมดคือตัวอย่างของ "คนบันเทิง" ที่ไม่ได้ติดอยู่กับความรุ่งโรจน์ในปัจจุบัน แต่มองไปถึงอนาคตว่าจะอยู่อย่างไรอย่างมั่นคงและมีความสุข

อาชีพอิสระที่เหล่าคนบันเทิงเลือกทำจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกหรือแผนสำรองในการใช้ชีวิตที่ตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน

http://women.sanook.com/work/108jobs/108jobs_55192.php

ภาพประกอบจาก Internet

‘ลูกชุบ’ ไม่ธรรมดา เล็กๆ แต่ทำเงินก้อนโต

| | 0 ความคิดเห็น |
“ลูกชุบ” ขนมไทยชนิดนี้ไม่เพียงเป็นที่ชื่นชอบของคนไทย คนรุ่นใหม่ ๆ ยุคนี้ยังเริ่มเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงามน่ารัก อาศัยฝีมือในการประดิดประดอย สีสันที่สดใส และรสชาติที่อร่อยถูกปากคนทั่วไป ทั้ง ๆ ที่เป็นขนมที่ทำจากถั่วเขียวกวนธรรมดา ก็สามารถสร้างเงินและสร้างรายได้อย่างน่าทึ่ง

วันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูล “ลูกชุบ” มาบอกกล่าวกัน...

อ.สุปราณี ประเสริฐภักดี อายุ 70 ปี เจ้าของร้าน “บ้านลูกชุบ” เล่าถึงที่มาของอาชีพการทำลูกชุบขายว่า เริ่มทำลูกชุบตอนอายุ 40 ปี ยึดอาชีพนี้มาแล้วกว่า 30 ปี เนื่องจากสามีรับราชการ ต้องย้ายตามสามีไปในหลายจังหวัด มีเวลาว่างก็อยากจะเรียนทำขนมเพิ่มเติม โดยเฉพาะลูกชุบ ขนมที่สนใจและอยากจะทำเป็นมานานแล้ว

“ที่สนใจลูกชุบเป็นพิเศษก็เพราะเกิดฝังใจ เคยเห็นลูกชุบที่เขาเอามาส่งตามห้าง คิดว่าเป็นขนมที่สวยงามและน่ารักมาก พอซื้อมาทานมันไม่อร่อย รู้สึกผิดหวัง เลยตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสได้ทำก็จะทำให้ทั้งสวยทั้งอร่อย ตอนอยู่ต่างจังหวัดก็มีหน่วยศึกษาเคลื่อนที่และชมรมสตรีมาสอนทำอาหาร ก็สนใจและมีโอกาสเรียนทำอาหารคาวหวานหลายชนิด และได้เรียนทำลูกชุบสมใจ พอรู้วิธีการทำแล้วก็ยังไม่ถูกใจอีก ก็ปรับปรุงพัฒนาจนได้สูตรของตัวเอง”

แรก ๆ ก็ทำแจกในหมู่แม่บ้านข้าราชการ พอทุกคนบอกว่าอร่อยแล้ว ถ้าเอ่ยถึง “ลูกชุบพาณิชย์” ต้องรู้กันว่าเป็นของ อ.สุปราณี เพราะตอนนั้นบ้านพักอยู่หลังสำนักงานพาณิชย์จังหวัดอุดรธานี

พอมาอยู่กรุงเทพฯ ก็ยกกิจการให้ลูกสาว เปลี่ยนชื่อเป็น “ลูกชุบแซดเอ็น (ZN)” ลูกก็ไปหาตลาดจนได้ มีออร์เดอร์จากเอสแอนด์พีและโรงแรมอีกหลายแห่งทุกเดือน ซึ่งบางเดือนก็มักจะได้รับออร์เดอร์ไปออกงานต่างประเทศ ก็ทำส่งอยู่หลายปี จนปัจจุบันจะไม่มีวางขายตามท้องตลาดทั่วไป แต่จะทำและขายตามออร์เดอร์ที่สั่งเข้ามา

อ.สุปราณียังบอกอีกว่า บ้านลูกชุบเน้นการปั้นด้วยมือ เพราะจะมีความอ่อนช้อยมากกว่าการใช้แม่พิมพ์ และจะปั้นตามจินตนาการของตัวเอง ตอนที่เรียนเขาก็จะสอนให้ปั้นแต่ลูกชมพู่อย่างเดียว ก็มานึกดูว่าอยากจะปั้นอะไร จนได้มาเป็นรูปผลไม้รวม เช่น มะยม แตงโม มะม่วง ชมพู่ ส้ม เชอรี่ มังคุด ฯลฯ

“และจะเพิ่มเติมรูปแบบต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับเทศกาล เช่น ปีนี้เป็นปีหมู ก็ได้เพิ่มลูกหมูขึ้นมา ใกล้วันวาเลนไทน์ก็จะเพิ่มรูปหัวใจ และถ้าช่วงตรุษจีนก็จะปั้นเป็นซิ่วท้อ ซึ่งได้รับความนิยมมาก”

>> การทำ
วัตถุดิบ-ส่วนผสมตามสูตรก็มี ถั่วเขียวเลาะเปลือก 1/2 กก. ต่อหัวกะทิ 2 ถ้วยตวง และน้ำตาลทราย 1/2 กก. ส่วนวัสดุที่ใช้ก็ได้แก่... กระทะทองเหลือง, ไม้พาย, เตาแก๊ส, ตะเกียบ, ไม้จิ้มฟัน, สีผสมอาหาร, จานสี, น้ำสะอาด, พู่กัน, อ่างน้ำ, กะละมัง, เครื่องบดไฟฟ้า หรือครก, ลังถึง, ผ้าขาวบาง

>> ขั้นตอนการทำ “ลูกชุบ”
เริ่มจากเลือกถั่วเมล็ดเสีย กรวด หิน ออกให้หมด ล้างน้ำ 1 ครั้ง แล้วแช่ทิ้งไว้ 3-4 ชั่วโมง ล้างอีกครั้ง แล้วนำไปนึ่งให้สุก บดหรือโขลกให้ละเอียด แล้วจึงนำถั่วที่บดแล้วใส่ลงไปในกระทะทองเหลือง

นำน้ำตาลทรายและกะทิมาต้มด้วยไฟอ่อนให้ส่วนผสมละลายเข้ากันดี ต้องคนตลอดเวลาไม่ให้กะทิเป็นลูก

นำถั่วบดยกขึ้นตั้งไฟปานกลาง ค่อย ๆ ทยอยใส่น้ำกะทิลงกวนทีละน้อยจนหมด การกวนให้กวนไปในทางเดียวกัน เพื่อให้ถั่วเหนียว กวนถั่วไปเรื่อย ๆ จนถั่วกวนเริ่มแห้ง ควรหรี่ไฟให้อ่อนลง เมื่อแห้งจนจับเป็นก้อน และล่อนจากกระทะสักครู่ใหญ่ ๆ จึงยกลงจากเตา พักไว้ให้คลายร้อน นวดจนเนียน

“หากชอบกลิ่นควันเทียน ก็ให้นำถั่วกวนที่ได้ไปอบควันเทียนไว้สัก 3-5 ชั่วโมง”

เสร็จแล้วนำมาปั้นเป็นรูปผัก ผลไม้ หรือสัตว์ ตามชอบได้เลย

>> การปั้น
แบ่งถั่วตามขนาดที่จะปั้น ระหว่างที่ปั้นควรคลุมถั่วด้วยผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาด ๆ เพื่อกันไม่ให้ถั่วแห้ง ปั้นเสร็จก็เสียบกับไม้จิ้มฟันปลายแหลม ระบายสีให้ใกล้เคียงกับของจริง

“การลงสีอย่าพยายามลงสีฉูดฉาด ให้ลงสีอ่อน ๆ เลียนแบบธรรมชาติ”

ระบายสีเสร็จก็เสียบไว้กับโฟม ทิ้งให้สีแห้ง จากนั้นก็นำไปชุบ “น้ำวุ้น”

>> วิธีทำ “น้ำวุ้น”
ใช้วุ้นผง 5 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 5 ถ้วยตวง น้ำตาลนิดหน่อยเพื่อความวาว นำส่วนผสมใส่หม้อคนให้เข้ากัน แล้วยกขึ้นตั้งไฟกลาง ๆ หมั่นคนจนวุ้นใสเหนียว ยกลงทิ้งไว้สักครู่จะมีฟองสีขาวลอยขึ้น ให้ช้อนฟองทิ้ง

นำถั่วที่ปั้นและระบายสีแล้วชุบกับส่วนผสมวุ้น 1 ครั้ง ปักบนโฟมให้แห้ง แล้วจึงชุบครั้งที่ 2 และ 3 ทิ้งไว้ให้แห้ง เมื่อวุ้นแข็งตัวดีแล้วจึงถอดออกจากไม้จิ้ม ใช้กรรไกรตัดส่วนที่ไม่ต้องการทิ้ง ตกแต่งด้วยใบแก้วให้สวยงาม

>> การขาย
ทางบ้านลูกชุบจะคิดราคาเป็นชุด ๆ ซึ่งแต่ละชุดจะแตกต่างกันไปตามปริมาณและบรรจุภัณฑ์ มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นตะกร้าหวาย ถาดเงิน ถาดทอง ถาดหวาย กล่องพลาสติก เข่งไม้ไผ่ ถาดประดิษฐ์ใบตอง ฯลฯ โดยจะมีราคาตั้งแต่ 60-3,000 บาท แล้วแต่ว่าลูกค้าต้องการแบบไหน ขนาดเท่าไหร่

ใครสนใจอยากจะสั่งซื้อหรือลองชิม “ลูกชุบ” ของ อ.สุปราณี ร้านบ้านลูกชุบ ติดต่อไปได้ที่ เลขที่ 33 ซอย 50 ถนนจรัญสนิทวงศ์ กรุงเทพฯ 10700 โทร. 0-2424-8606

“ลูกชุบ” ลูกเล็ก ๆ ก็ทำเงินก้อนโตได้

เชาวลี ชุมขำ-กมลจันทร์ เสียงหวาน หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ไข่ตุ๋นปูอัด

| | 0 ความคิดเห็น |
ถึงแม้ว่า...บทความวันนี้ จะยังไม่สามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำแต่ก็ยังเป็นไอเดีย ในการสร้างรายได้ ลองนำไปต่อยอดกันดูนะครับ ใครที่มีเด็กอยู่ในบ้าน อาจจะเคยพบกับปัญหานี้ เด็กเบื่ออาหาร อะไรอะไร ก็ไม่อร่อย ถ้าใช่ เราขอแนะนำ เมนูอาหารสำหรับเด็ก
ไข่ตุ๋นปูอัด ทำง่าย แต่อร่อยล้ำก็ลองเอาไปทำทานกันดูนะจ๊ะ



เครื่องปรุง

1. ไข่ไก่(เบอร์ 1) 3 ฟอง
2. น้ำเปล่า
3. ปูอัด 3-4 แท่ง(หั่นแทยง)
4. แครอทหั่นลูกเต๋าเล็ก 2 ช้อนโต๊ะ หั่นแท่งเล็กน้อย
5. ต้นหอมซอย เล็กน้อย
6. ซิอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
7. ซอสปรุงรส 2 ช้อนชา
8. น้ำปลา 1/2 ช้อนโต๊ะ


1. ใส่น้ำในลังถึง จากนั้นนำลังถึงตั้งไฟ ระหว่างรอน้ำเดือด ตอกไข่ใส่ชาม ใช้ซ่อมตีไข่ให้ไข่แดงและไข่ขาวเข้ากัน ปรุงรสด้วย ซิอิ๊วขาว ซอสปรุงรส และน้ำปลา จากนั้นค่อยๆ เติมน้ำเปล่าลงไป คนให้เข้ากัน ใส่ปูอัดและแครอท ที่หั่นเตรียมไว้ส่วนหนึ่งลงในชาม แบ่งไว้ส่วนหนึ่ง เอาไว้แต่งหน้า จากภาพจะเห็นแครอทลอยอยู่บนไข่ ส่วนปูอัดจะจมอยู่ด้านล่างค่ะ
2. พอน้ำเดือด นำชามไข่ที่เตรียมไว้ ใส่ในลังถึงปิดฝา ใช้ไฟปานกลาง นึ่งประมาณ 20 นาที เมื่อไข่สุกจะได้ไข่ตุ๋นหน้าตาประมาณในภาพ ถึงขั้นตอนนี้อาจจะยังไม่ต้องให้ไข่สุก ทั้ง 100 % ก็ได้ค่ะ เพราะเดี๋ยวต้องแต่งหน้าแล้วนึ่งต่ออีก เอาเป็นว่าให้เกือบสุกก็แล้วกัน

เวลาที่ใช้ในการนึ่งจะไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับไข่ว่าเป็นไข่ที่ออกจากตู้เย็นหรือเปล่า และไฟที่ใช้บางทีอาจจะไม่เท่ากัน แต่ที่สำคัญ เวลาใส่ชามไข่ในลังถึง ต้องรอให้น้ำเดือดก่อนค่ะ


3. แต่งหน้าไข่ตุ๋นด้วย ปูอัด โรยแครอทแบบแท่ง ต้นหอมหั่นฝอย จากนั้นปิดฝาลังถึง นึ่งต่อประมาณ 2-3 นาที ให้ปูอัดและผักสุก ยกเสิร์พ ทานร้อนๆ อร่อยมากขอบอก

วิธีทดสอบว่าไข่สุกแล้วหรือยัง ให้ใช้ช้อนหรือซ่อมแทงลงไปที่เนื้อไข่ จิ้มลงไปเบาๆ ก็พอนะคะ ไม่ใช่กวนไข่ ถ้าไข่สุกเนื้อไข่จะเกาะกันดี หากเป็นน้ำสีไข่ดิบไหลขึ้นมา ก็แสดงว่าอาจจะยังสุกไม่ทั่วดี ปิดฝานึ่งต่ออีกหน่อยค่

ที่มาของบทความ http://www.thaifooddb.com/Recipe_Special/special_003.html

'ขนมเปี๊ยะดอกไม้' หน้าตาแปลกใหม่ น่าสน

| 2553-08-23 | 0 ความคิดเห็น |
การพลิกแพลงหน้าตาขนมนั้นเป็นเรื่องสำคัญในปัจจุบัน เพราะนอกจากเรื่องรสชาติของขนมแล้ว เรื่องหน้าตาก็เป็นส่วนสำคัญไม่น้อยในการเรียกลูกค้า ซึ่งกับ “ขนมเปี๊ยะ” นั้น เมื่อดัดแปลงหน้าตาก็จะกลายเป็นขนมที่ร่วมสมัย น่าทานและน่าซื้อในทุกโอกาสได้ อย่างเช่นที่ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมาแนะนำกัน...

อาจารย์ณนนท์ แดงสังวาล สาขาวิชาอุตสาหกรรมบริการอาหาร คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร) ได้แนะนำการดัดแปลงขนมเปี๊ยะเดิม ๆ เป็น “ขนมเปี๊ยะดอกไม้” ที่ดูแปลกตาน่าทาน ไม่จำเจในแบบเดิม ๆ ซึ่งน่าจะสร้างตลาดใหม่ ๆ ให้เกิดได้ และน่าจะเป็นของฝากที่คนได้รับชอบ ซึ่งการทำขนมเปี๊ยะให้เป็นรูปดอกไม้นั้น อาจจะดูเหมือนยากกว่าทำขนมเปี๊ยะรูปกลม ๆ แต่จริง ๆ แล้วกลับง่ายกว่ามาก ๆ และที่สำคัญขนมจะสุกง่ายมาก เวลาอบจะสุกถึงไส้ขนมเลยทีเดียว

อุปกรณ์การทำขนมเปี๊ยะดอกไม้ ก็เหมือนกับอุปกรณ์ทำขนมทั่วไป ซึ่งหมายรวมว่าต้องมีเครื่องตีแป้ง และตู้อบขนมเพิ่มมาด้วย ต้นทุนอุปกรณ์ตกอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทขึ้นไป

การทำขนมเปี๊ยะ อาจารย์ณนนท์บอกว่า จะมีการทำแป้ง 2 ส่วน และไส้ 1 ส่วน ซึ่งแป้ง 2 ส่วนนั้นคือแป้งชั้นนอกและแป้งชั้นใน โดยส่วนประกอบของแป้งชั้นนอก ตามสูตรประกอบด้วย แป้งเค้ก 500 กรัม, น้ำเย็น 250 กรัม, น้ำมันพืช 100 กรัม, เกลือป่น 5 กรัม, น้ำตาลทราย 50 กรัม, นมผง 15 กรัม, ไข่แดงไข่ไก่ (สำหรับแต่งหน้า 15 กรัม) และงาดำคั่ว (สำหรับตกแต่ง) 100 กรัม

ส่วนแป้งชั้นใน ใช้แป้งเค้ก 300 กรัม และน้ำมันพืช 150 กรัม

สำหรับตัวไส้ ส่วนผสม “ไส้ถั่ว” นั้น ตามสูตรจะใช้ถั่วเขียวเลาะเปลือก 500 กรัม, น้ำตาลทราย 600 กรัม, น้ำมันพืช 250 กรัม, เนยสด 50 กรัม, กลิ่นวานิลลา 2 ช้อนชา และนมผง 30 กรัม

วิธีทำ เริ่มที่แป้งชั้นนอก ร่อนแป้งเค้กและนมผงเข้าด้วยกันลงอ่างผสมที่เตรียมไว้ จากนั้นผสมน้ำตาลทราย เกลือป่น และน้ำเย็นเข้าด้วยกัน คนจนส่วนผสมละลายดี เทลงในส่วนผสมแป้ง ตีจนแป้งจับตัวเป็นก้อน (ใช้ที่ตีแป้งรูปตะขอ) จากนั้นเติมน้ำมันพืช ตีแป้งต่อจนแป้งเนียน ไม่ติดมือ จึงนำแป้งออกมาแบ่งเป็นก้อน ก้อนละ 20 กรัม คลึงแป้งเป็นก้อนกลมด้วยมือ คลุมด้วยผ้าขาวบาง พักไว้ 5-10 นาที เพื่อให้แป้งคลายตัว และพองขึ้น

แป้งชั้นใน ให้ร่อนแป้งเค้กลงในอ่างผสม เติมน้ำมันพืชลงไป และตีจนส่วนผสมจับตัวเป็นก้อน เสร็จแล้วตัดแบ่งแป้งหนักก้อนละ 10 กรัม แล้วคลึงให้เป็นก้อนกลม พักไว้

จากนั้นนำแป้งชั้นนอกที่เตรียมไว้ก่อนหน้ามาห่อแป้งชั้นใน ปิดตะเข็บให้สนิท นำแป้งมารีดตามยาว แล้วพับทบ 3 ทบ พักไว้ 5 นาที แล้วรีดตามยาวอีกครั้ง พับทบ 3 ทบ พักไว้ 5 นาที แป้งจะเป็นชั้น ๆ พักเตรียมไว้

ต่อไปเป็นการทำไส้ขนมเปี๊ยะที่เป็นไส้ถั่ว ซึ่งต้องทำเตรียมไว้ก่อนหน้า โดยล้างถั่วเขียวเลาะเปลือกให้สะอาด แช่ในน้ำเปล่าประมาณ 12 ชั่วโมง จากนั้นล้างให้สะอาดอีกครั้ง แล้วนึ่งถั่วจนสุก

บดถั่ว น้ำตาลทราย น้ำมันพืช กลิ่น วานิลลา และนมผง เข้าด้วยกันด้วยเครื่อง แล้วเทลงบนกระทะทองเหลือง เปิดไฟกลางกวนจนส่วนผสมข้น และสามารถ ปั้นเป็นก้อนกลมได้ แล้วเติมเนยสด กวนต่อจนส่วนผสมเข้ากันดี ยกลงพักไว้จนถั่วเย็น แบ่งถั่วเป็นก้อน ๆ หนักก้อนละ 15-20 กรัม คลึงเป็นก้อนกลม เตรียมไว้

ขั้นตอนการห่อไส้ รีดแป้งเป็นแผ่นบางประมาณ 14 เซนติเมตร ตัดแบ่งเป็น 2 ชิ้น ใส่ไส้ถั่วกวนระหว่างแป้ง 2 ชิ้น ประกอบปิดตะเข็บให้สนิท แล้วรีดอีกครั้งให้เป็นแผ่นหนาประมาณ 34 เซนติเมตร ใช้มือทำให้ตัวขนมเป็นรูปวงกลม จากนั้นใช้กรรไกรตัดแบ่งเป็น 12 ช่อง แล้วบิดหันกลีบให้สวยงาม วางลงบนเตาอบที่ทาด้วยเนยขาว ตกแต่งหน้าด้วยไข่แดง งาดำคั่ว

อบขนมที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส ประมาณ 30 นาที หรือกระทั่งสุก แซะออกจากถาดวางพักบนตะแกรงจนขนมเย็นสนิท แล้วนำไปอบควันเทียนประมาณ 10 นาที จนมีกลิ่นหอม จึงบรรจุภาชนะที่ปิดสนิท

แป้งปริมาณดังกล่าวข้างต้นจะทำ “ขนมเปี๊ยะดอกไม้” ได้ประมาณ 80 ลูก หรือ 80 ชิ้น โดยมีต้นทุนต่อสูตรประมาณ 200 กว่าบาท ตั้งราคาขายที่ชิ้นละ 10 บาท หรือแล้วแต่ตลาด ซึ่งนอกจากไส้ถั่วแล้วยังสามารถทำเป็นไส้อื่น ๆ อาทิ ไส้งาดำ ไส้ถั่วแดง หรือจะทำหน้าตา-ตกแต่งเป็นรูปแบบอื่น ๆ ก็ได้ อาทิ รูปสัตว์ต่าง ๆ ตามความสามารถ และความเป็นไปได้ เช่น รูปกระต่าย เป็นต้น

สนใจเรื่อง “ขนมเปี๊ยะดอกไม้” ต้องการติดต่อ อาจารย์ณนนท์ ติดต่อได้ที่ โทร. 0-2281-9231-4 ต่อ 2106, 08-5334-3993 08-5334-3993 ซึ่งนี่ก็เป็นตัวอย่างการพลิกแพลงรูปร่างหน้าตาของขนมเดิม ๆ ให้ “แปลกใหม่”.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล
ที่มาของบทความ เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th/

'ขนมโตเกียว' ทำขายได้ตลอดไม่ตกยุค

| | 0 ความคิดเห็น |
ขนมที่มีวางขายมาเนิ่นนานแล้วอย่าง “ขนม โตเกียว” ลักษณะเป็นแผ่นกลมรี ๆ นำมาม้วน เนื้อแป้งนิ่มอร่อย รับประทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งความอร่อยของขนมชนิดนี้หัวใจสำคัญอยู่ที่ไส้ที่จะต้องมีการพลิกแพลงให้โดนใจลูกค้า และรสชาติของตัวแป้งที่ต้องกลมกล่อมลงตัวกันพอดีกับไส้ และวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็นำข้อมูลการทำ-การขายขนมโตเกียว ที่ขายได้-ขายดีมาตลอด มาให้ลองพิจารณากัน...

ฉัตรชัย อินทรประสิทธิ์ หรือ “ติ๊ก” เจ้าของสูตรขนมโตเกียวโบราณ เล่าให้ฟังว่า ก่อนมายึดอาชีพพ่อค้า เดิมเคยทำงานมาหลายอาชีพ เคยทำงานประจำตามบริษัท แต่เพราะอยากมีกิจการเป็นของตัวเอง ภายหลังเลยเลือกอาชีพขายของ โดยเริ่มต้นจากขายเสื้อผ้า กิฟต์ช็อป ของเล่น ซึ่งแม้จะขายดี แต่ต้องใช้ต้นทุนสูง และถ้าวันไหนขายไม่ดีก็ต้องกินทุน สินค้าประเภทนี้ลูกค้าไม่ได้ซื้อกันทุกวันเหมือนกับของกิน บางครั้งก็ทำให้รู้สึกเบื่อ ๆ ท้อ ๆ เพราะรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายในครอบครัว ที่สุดก็ตัดสินใจมองหาอาชีพใหม่

“เปลี่ยนมายึดอาชีพขายขนมโตเกียวได้ประมาณ 5 ปีกว่า ๆ ได้สูตรมาจากพี่สาว และแฟนเราก็มีพื้นฐานในการทำขนมอยู่บ้าง ก็ไปฝึกทำขนมโตเกียวจาก พี่สาว แล้วมาปรับเพื่อให้เป็นสูตรเฉพาะ ขนมโตเกียวสูตรของเรามีจุดเด่นอยู่ที่ตัวแป้งและไส้ขนม เนื้อแป้งละเอียด รสชาติดี กลมกล่อม มีกลิ่นหอม สามารถนำไปทำขนมแพนเค้กก็ได้ ส่วนไส้ขนมเราก็จะชูความเป็นไทยประยุกต์ เช่น สังขยา ครีม เผือก และไส้กรอก ใช้ยี่ห้อดีซึ่งไม่ค่อยเหมือนร้านอื่น เลยทำให้ได้ลูกค้าประจำหลายกลุ่มทั้งเด็กและผู้ใหญ่”

ติ๊กบอกว่า ขนมโตเกียวเป็นขนมที่รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย ขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยาก ไม่จุกจิก สามารถทำเองคนเดียวได้ ใช้เงินลงทุนไม่สูง ที่สำคัญกำไรดี เพียงแต่ใส่ใจในกระบวนการผสมแป้ง และพลิกแพลงไส้ขนม รับรองขายได้ตลอด

วัสดุ/อุปกรณ์ในการทำอาชีพนี้ หลัก ๆ ก็มี... เตาแก๊ส, กระทะทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า, กะละมัง, เกรียงแซะขนม, ภาชนะสเตนเลสสำหรับใส่ไส้ขนม, ช้อน, ตะกร้อตีไข่, ทัพพีด้ามสั้น, ตะแกรง, ถาด, หม้อ, ถังใส่แป้ง และเครื่องไม้เครื่องมือเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ที่สามารถหยิบฉวยเอาจากในครัวมาใช้ได้

ส่วนผสมตัวแป้ง... แป้งสาลีตราว่าว 1 กิโลกรัม, นมสดคาร์เนชั่น 1 กระป๋อง, น้ำตาลทราย 6 ขีด, ไข่ไก่ (เบอร์ 3) 10 ฟอง, ผงฟู 30 กรัม, เกลือป่น 10 กรัม, วานิลลา 1 ช้อนโต๊ะ, เนยละลาย 1 ขีด, น้ำเปล่า 1 กิโลกรัม

ขั้นตอนการทำ “ขนมโตเกียว” เริ่มจากนำแป้งสาลีมาร่อนผสมรวมกับผงฟู ร่อน 2 ครั้ง เสร็จแล้วตั้งพักไว้ ตอกไข่ใส่ภาชนะ ตีไข่ให้ขึ้น ค่อย ๆ ใส่น้ำตาลทรายลงไปทีละน้อยจนหมด ตีไข่ต่อไปเรื่อย ๆ ให้ขึ้นฟูเป็นสีขาวนวล ใส่เกลือผสมลงไป จากนั้นให้นำแป้งที่ร่อนเตรียมไว้มาค่อย ๆ ใส่ทีละนิด คนส่วนผสมสลับไปเรื่อย ๆ จนหมด จึงใส่เนยละลายและน้ำลงไป คนนวดให้ส่วนผสมเนียนเข้ากัน ตั้งพักไว้ประมาณ 20 นาที

การเตรียมไส้ขนม ถ้าเป็น “ไส้ครีม” จะใช้...นมข้นจืด, แป้งสาลี, แป้งข้าวโพด, ไข่ไก่, น้ำตาลทราย, เนยสด และวานิลลา ผสมแป้งสาลีกับแป้งข้าวโพดให้เข้ากัน เทนมสดใส่ลงไป คนให้แป้งละลาย ตอกไข่ใส่ชาม แล้วตีพอเข้ากัน เทไข่ผ่านกระชอนลงไป ตามด้วยน้ำตาลทราย คนให้ละลาย นำส่วนผสมใส่หม้อตุ๋นยกตั้งไฟ คนตลอดเวลาจนส่วนผสมสุกเป็นครีมข้น เหยาะ วานิลลาใส่ไปนิดพอให้มีกลิ่น ยกลงจากเตาตั้งพักไว้ให้เย็น

“ไส้สังขยา” ใช้... นมข้นจืด, แป้งข้าวโพด, กะทิ, ไข่ไก่, น้ำตาลทราย, น้ำใบเตยคั้นข้น และเกลือ ตีไข่แดงกับน้ำตาลทราย แล้วทยอยใส่แป้งข้าวโพด คนให้ส่วนผสมละลายเข้ากันดี จึงใส่นมข้นจืด น้ำใบเตย กะทิ เกลือ คนให้เข้ากันอีกครั้ง ก่อนนำไปกรองเอาเศษออก แล้วนำไปใส่หม้อตุ๋นยกขึ้นตั้งไฟ คนไปเรื่อย ๆ ตลอดเวลา พอรู้สึกว่าส่วนผสมหนืด ๆ เป็นอันใช้ได้ ยกลงตั้งทิ้งไว้ให้เย็น

“ไส้เผือก” ใช้... เผือกนึ่งสุกบดละเอียด, กะทิ, นมข้นจืด, น้ำตาลทราย, เกลือ นำส่วนผสมทั้งหมดลงไปกวนในกระทะ ใช้ไฟปานกลาง กวนไปเรื่อย ๆ อย่าหยุด จนไส้เผือกแห้ง ก็เสร็จเรียบร้อย ยกลงทิ้งไว้ให้เย็น

“ไส้กรอก” ใช้ไส้กรอกขนาด 2 นิ้ว ไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแค่แกะพลาสติกที่หุ้มออก นำไปวางบนกระทะกลับไปมาให้สุก ก็นำไปใส่เป็นไส้ขนมโตเกียวได้เลย

ขั้นตอนในการทำเป็นขนมโตเกียวที่พร้อมขาย นำกระทะตั้งไฟให้ร้อน พอกระทะร้อนได้ที่แล้วก็ให้ลดไฟลงให้ไฟอยู่ปานกลาง ไม่แรงไปไม่อ่อนไป เอาเนยทากระทะให้ทั่ว แล้วใช้ผ้าเช็ดออก ทำให้กระทะแค่พอมัน ๆ ใช้ทัพพีกลมตักแป้งสำเร็จหยอดลงในกระทะ ใช้ก้นทัพพีละเลงแป้งเป็นรูปวงรีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้ว พอแป้งเริ่มสุกใช้ช้อนตักไส้ที่ต้องการใส่ลงไป ใช้เกรียงแซะแผ่นแป้งทางด้านล่าง พร้อมกับม้วนให้ปิดไส้ (ตรงนี้ขึ้นอยู่กับเทคนิคและลูกเล่นของแต่ละคน) ก็จะได้ขนมโตเกียวตามที่ลูกค้าต้องการ

ขนมโตเกียวนั้นต้องรับประทานร้อน ๆ ถึงจะอร่อย จึงต้องทำไปขายไป โดยราคาขายนั้น กล่องละ 20 บาท มีขนมโตเกียว 6 ชิ้น มีต้นทุนประมาณ 50% ของราคา

ติ๊ก-ฉัตรชัยทำ “ขนมโตเกียว” ขาย โดยวันจันทร์และวันพุธขายที่ตึกซัน ข้างธนาคารทหารไทยสำนักงานใหญ่ วันอังคารขายที่ สวทช. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต และวันศุกร์ขายที่กระทรวงพาณิชย์ และยังรับออกร้าน-ออกงานทั่วไป ทั้งงานมงคล งานปีใหม่ งานวันเด็ก งานเทศกาลต่าง ๆ โดยมีเบอร์ติดต่อคือ โทร. 08-6782-8078 ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ไม่ตกยุค แถมยังมี “ช่องทางทำกิน” ที่น่าสนใจ!!.

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th

นาฬิกา ใส่อารมณ์ศิลป์

| 2553-08-22 | 0 ความคิดเห็น |
ถัก ๆ เพนท์ๆ เป็นเงินงาม

นาฬิกาข้อมือแฟชั่นสีสันลวดลายต่าง ๆ ที่มีขายกันอยู่ทั่วไป เมื่อนำมาตกแต่งใส่ไอเดีย ใช้งานฝีมือและงานศิลปะเพิ่มลูกเล่นเข้าไป ก็เป็นการเพิ่มมูลค่าสร้างราคาให้กับสินค้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลการนำสายหนังชามัวร์สีสันต่าง ๆ มาถักเป็นสายนาฬิกาข้อมือ นำศิลปะการเพนท์ลวดลายใส่ลงไปบนหน้าปัดนาฬิกา เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า และฉีกแนวสินค้าให้แตกต่าง มานำเสนอให้พิจารณากัน...

เอิน-พัสตราภรณ์ สุขันธ์ เป็นเจ้าของผลงานนาฬิกาแฟชั่นแฮนด์เมด ทำ “นาฬิกาไอเดียศิลป์” จำหน่ายมา 3 ปี เจ้าตัวเล่าว่า งานตัวนี้เริ่มทำมาตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา โดยแบ่งออกเป็นงานที่ใช้สายชามัวร์ถักเป็นสายข้อมือ และงานเพนท์หน้าปัดนาฬิกาเป็นลวดลายต่าง ๆ ซึ่งสำหรับงานถักสายนั้นมาจากพี่สาวเป็นคนริเริ่มในตอนแรก พอมีเวลาว่างจากการเรียนก็ลองฝึกทำกับพี่สาว แล้วลองนำไปขายที่ตลาดอินดี้ทาวน์

จากการที่ไปวางขายก็ได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี จึงได้ทำขายอย่างเป็นจริงเป็นจัง และเริ่มปรับปรุงพัฒนาสินค้าให้สวยงามดูดีขึ้นไปอีก โดยจะออกแบบสายนาฬิกาถัก เลือกสีให้เข้ากันกับตัวเรือน และนำตุ๊กตาน่ารัก ๆ มาห้อยแทนลูกปัดที่ใช้ห้อยในตอนแรก เพื่อเป็นการทำให้นาฬิกาดูดีมีราคามากขึ้น

ต่อมาเริ่มมีคนทำเลียนแบบออกมาเยอะมาก ทำให้มีคู่แข่งทางการค้าเพิ่มขึ้น จึงต้องพัฒนาและฉีกรูปแบบใหม่ พอดีพอจะมีความรู้ทางศิลปะอยู่บ้าง จึงเกิดไอเดียที่จะเพนท์ลวดลายลงบนหน้าปัดนาฬิกา เป็นสินค้าใหม่ขึ้นมา เพื่อสร้างความแตกต่างจากคนอื่น จึงได้ทดลองทำ โดยสั่งนาฬิกาที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมมาใช้ เพราะมีพื้นที่ว่างให้สามารถออกแบบงานเพนท์เพิ่มเติมเข้าไปได้ ซึ่งก็ทดลองทำอยู่หลายวัน นาฬิกาเสียไปหลายเรือน

“ต้องไปขอเรียนรู้วิธีการถอดนาฬิกาเอาหน้าปัดออกจากตัวเรือน โดยไปขอเรียนจากร้านนาฬิกา การเพนท์ก็ต้องระวังไม่ให้ไปโดนเครื่อง เพราะจะทำให้เครื่องนาฬิกาเสีย ทำเสร็จแล้วก็ใช้งานไม่ได้”

นาฬิกาเพนท์หน้าปัดนั้น มีทั้งแบบเพนท์ลวดลายแล้วใช้สติกเกอร์รูปการ์ตูนต่าง ๆ ติดเพิ่มเข้าไป หรือใส่ชื่อตามลูกค้าสั่ง หรือจะเป็นการเพนท์เป็นรูปต่าง ๆ ลงบนหน้าปัดล้วน ๆ ก็มี ซึ่งราคาก็จะแตกต่างกันไป และอาจจะเพิ่มเติมด้วยการถักสายใส่แทนสายนาฬิกาที่ติดมาอยู่เดิมก็ได้

วัสดุอุปกรณ์ในการถักสายนาฬิกา และเพนท์หน้าปัดนาฬิกา หลัก ๆ ก็มี... สายหนังชามัวร์หลากสี ขนาด 3 มิลลิเมตร, ตัวหนีบ (สำหรับหนีบปลายสาย หนังไว้ติดโซ่คล้องข้อมือ), โซ่ที่เป็นตะขอไว้คล้องข้อมือ, คีม, สีอะคริลิก, พู่กัน, สติกเกอร์รูปการ์ตูนต่าง ๆ แบบนูน

“ตัวเรือนนาฬิกาเลือกซื้อได้ที่ตลาดสำเพ็ง โดยการเลือกนั้นต้องดูรูปแบบที่สวย สีสดใส ส่วนงานที่เป็นแบบเพนท์หน้าปัดนั้น เราจะสั่งทำนาฬิกาโดยเฉพาะ เป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อให้มีพื้นที่ในการเพนท์รูปลงไปได้ ส่วนอุปกรณ์อื่น ๆ ก็สามารถซื้อได้จากแหล่งเดียวกัน”

ขั้นตอนการทำนาฬิกาถักสาย เริ่มจากนำนาฬิกาที่ต้องการจะทำมาถอดสายเดิมออก เลือกสายหนังชามัวร์ โดยเลือกสีของสายหนังชามัวร์ให้อยู่ในโทนเข้ากันกับสีของตัวเรือน ไล่สีจากเข้มไปอ่อน จะใช้จำนวนกี่เส้นก็อยู่ที่ขนาดหน้ากว้างของพื้นที่ใส่สายนาฬิกา ตัดให้สายหนังชามัวร์ได้ความยาวมาตรฐาน โดยวัดจากข้อมือ

จากนั้นก็นำไปเรียงใส่ใต้ตัวเรือน ใช้หมุดจากสายเก่าล็อกสายหนังไว้ แล้วก็ทำการถักสายหนังลักษณะคล้ายการถักเปียให้สายไขว้ไปมาสลับสีดูสวยงาม (สำหรับคนที่หัดใหม่ควรทดลองจากการใช้สายหนังแค่ 4 เส้นก่อน เพราะจะถักไม่ยากนัก) ถักจนสุดปลายสาย ใช้กรรไกรตัดปลายให้เท่ากัน นำตัวหนีบมาหนีบปลาย ใช้คีมบีบตัวหนีบให้ติดแน่น ทำเหมือนกันอีกข้าง จากนั้นติดโซ่คล้องติดข้อมือ ติดตัวการ์ตูนห้อยเข้าไป ก็เป็นอันเสร็จ

ขั้นตอนการเพนท์หน้าปัดนาฬิกา นำนาฬิกามาทำการถอดแยกเอาหน้าปัดออกมา จากนั้นก็ใช้สีขาวทำการทารองพื้นหน้าปัดก่อน พอสีรองพื้นแห้งก็ลงมือวาดลวดลายตามที่ต้องการ โดยต้องใช้สีที่อยู่ในโทนเดียวกับสายนาฬิกาด้วย เมื่อเพนท์เสร็จแล้ว พักไว้ให้สีแห้ง จากนั้นก็ใช้สติกเกอร์รูปการ์ตูนติดเข้าไปตามต้องการ แล้วก็ใช้ปากกาสีดำทำการตัดเส้นขอบอีกครั้ง ทำการประกอบหน้าปัดเข้ากับตัวเรือนนาฬิกา เท่านี้ก็เรียบร้อย

งานนาฬิกาถักสาย และนาฬิกา เพนท์หน้าปัดที่เอินทำอยู่ สามารถตั้งราคาขายได้ตั้งแต่ 250-450 บาท โดยราคานาฬิกาถักสายนั้นขึ้นอยู่กับความสั้นยาวของสายที่ถัก ส่วนราคานาฬิกาเพนท์หน้าปัดก็จะขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการเพนท์ นอกจากนั้น ร้านของเอินยังมีงานรูปแบบอื่น ๆ ให้ลูกค้าได้เลือกอีกหลากหลาย

ช่วงนี้เอินเปิดหน้าร้านอยู่แถว ๆ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน จตุจักร สำหรับผู้ที่สนใจชิ้นงานลักษณะนี้ ก็แวะไปชมกันได้ หรือถ้าต้องการจะสั่งทำ ก็ลองโทรศัพท์ไปคุยได้ที่ โทร. 08-0465-4225 ทั้งนี้ งาน “นาฬิกาไอเดียศิลป์” การต่อยอดนาฬิกาแฟชั่นให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น นี่ก็เป็นอีก “ช่องทางทำกิน” ที่มองข้ามไม่ได้.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน
ที่มา เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th/

ยำมะม่วง รสเด็ด สร้างรายได้ ทานอร่อย

| 2553-08-21 | 0 ความคิดเห็น |
เมนูยำมะม่วง ว่าไปแล้วก็เป็นอาหารเพื่อสุขภาพอีกเมนูหนึ่ง และยำมะม่วงก็เป็นอาหารลดความอ้วนอีกด้วย เพื่อนๆ คนใหนที่รู้สึกอึดอัด น้ำหนักขึ้น เมนูยำมะม่วงเหมาะสำหรับคุณเป็นอย่างยิ่ง วันนี้ job108.blospot.com มีสูตรการทำยำมะม่วงมาฝากเพื่อนๆ สูตรนี้จะเหมาะกับคนที่ต้องการลดความอ้วนเพราะจะใส่กุ้งแห้งนิดเดียว มาดูสูตรการทำกันเลย




อาหารลดความอ้วน : สูตรการทำยำมะม่วง
ส่วนผสมยำมะม่วง

มะม่วงเปรี้ยว 1 ลูก
หอมแดงซอย 1 ช้อนโต๊ะ
พริกผง 1/2 ช้อนโต๊ะ
กุ้งแห้ง 1/2 ช้อนโต๊ะ
ปลาป่น 1 ช้อนโต๊ะ
ถั่วลิสงคั่ว 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำเชื่อม 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ


วิธีการทำยำมะม่วง
เอามะม่วงเปรี้ยวมาสับและซอย เหมือนเส้นมะละกอในส้มตำ
และเอาส่วนผสม น้ำเชื่อม น้ำปลา ปลาป่น กุ้งแห้ง พริกผล คลุกเคล้าให้เข้ากัน
แล้วจึงเอามะม่วงที่เราซอยไว้มาคลุกให้เข้ากันอีกครั้ง และก็ใส่หอมแดงคลุกให้เข้ากัน
โรยด้วยถั่วลิสงคั่ว

ถ้าเพื่อนๆ ว่างก็ลองทำ เมนูยำมะม่วง ทานกันดูนะ แต่ถ้าคุณกำลังลดความอ้วนอยู่ job108 แนะนำว่าควรใส่กุ้งแห้ง และถั่วลิสงคั่วน้อยๆ เพราะเจ้ากุ้งแห้งกับถั่วลิสงคั่วเนี๊ยะ มีแคลอรี่ค่อนข้างสูงนะ

การทำชิ้นงานจาก...เรซิ่น

| | 0 ความคิดเห็น |
เรซิ่นหรือโพลีเอสเตอร์เรซิ่นเป็นพลาสติกชนิดหนึ่ง ปกติจะอยู่ในรูปของเหลวข้นเหนียวเหมือนน้ำมันเครื่อง มีกลิ่นฉุน เรซิ่นสามารถ
หล่อเป็นรูปต่างๆได้ตามแบบพิมพ์ โดยจะผสมกับเคมีบางอย่างเพื่อทำให้เกิดปฏิกิริยาแข็งตัวและเมื่อแข็งตัวแล้วจะไม่สามารถกลับคืน
ให้เหลวได้อีก ปัจจุบันเรซิ่นนิยมใช้กันแพร่หลายมากทั้งในงานไฟเบอร์กลาส สินค้ากิ๊ฟชอป ตุ๊กตา เครื่องประดับ กระดุม ฯลฯ ในการทำชิ้นงานจากเรซิ่นแรกๆอาจจะดูยุ่งยากแต่หากลองทำดูสัก2-3ครั้งก็จะรู้สึกง่าย

สำหรับการหล่อเรซิ่นที่จะแนะนำให้ทดลองทำกันในครั้งแรกคือตัวติดตู้เย็นเพราะขั้นตอนเข้าใจง่าย ตัวติดตู้เย็นที่ทำจากเรซิ่นจะสวยงามกว่าที่ทำจากปูนปลาสเตอร์เพราะเรซิ่นสามารถให้รายละเอียดได้มากกว่าและแข็งแรง
กว่าปูนปลาสเตอร์มาก


หากท่านเคยหล่อปูนปลาสเตอร์มาแล้ว (ซึ่งง่ายมาก ผสมปูนกับน้ำแล้วเทลง
ในพิมพ์ได้เลย) จะสามารถเข้าใจได้ง่ายมากเพียงแต่เรซิ่นต้องผสมส่วนผสม
มากกว่านิดหน่อย ก่อนเทลงในพิมพ์

มาเริ่มรู้จักวัสดุอุปกรณ์การทำเรซิ่นกันก่อนครับ
วัสดุอุปกรณ์

ส่วนแม่พิมพ์

ยางซิลิโคน มีลักษณะเหลวข้นเหมือนกาว เมื่อเติมตัวทำให้แข็งลงไปจะทำให้แข็งตัวคล้ายยาง แต่มีคุณสมบัติเหนือกว่า
ยางธรรมชาติคือ รักษารูปทรงได้ดีกว่า ทนความร้อนได้สูงกว่า จึงเหมาะสมที่จะนำมาทำแม่พิมพ์
ตัวทำให้แข็งซิลิโคน ลักษณะเหลวใส ใช้ใส่ในซิลิโคนเพื่อให้ซิลิโคนแข็งตัว

ส่วนประกอบของการหล่อเรซิ่น

โพลืเอสเตอร์เรซิ่น สำหรับเบอร์ที่นิยมใช้ในงานหล่อต่างๆ จะใช้เบอร์ PC-600-8
ตัวช่วยเร่งปฏิกิริยา ใช้ผสมกับเรซิ่นเพื่อเร่งให้เกิดปฏิกิริยาแข็งตัว มีลักษณะเป็นของเหลวสีม่วง บางทีเรียกว่า ตัวม่วง เมื่อผสมลงในเรซิ่นทำให้เรซิ่นมีสีออกชมพูอ่อนๆ ใส่ลงไปเพียง 0.2-0.5%ก็พอ อาจทำการผสมไว้ก่อนเมื่อจะใช้งานก็เพียง
นำมาผสมตัวทำให้แข็งได้เลย
ตัวทำให้แข็ง (Hardener) ใช้ผสมเรซิ่น เพื่อให้เรซิ่นแข็งตัว มีลักษณะเหลวใสมีกลิ่นฉุน ใช้ในปริมาณ 1-2 % ของเรซิ่น
ส่วนประกอบเสริมอื่นๆ
- ผงทัลคัม เป็นผงสืขาวเหมือนแป้งเด็ก ใช้ผสมกรณีไม่ต้องการให้เนื้อเรซิ่นใส เมื่อผสมลงไปทำให้เรซิ่นทึบแสง เบาขึ้น แล้วยังเป็นการ
เพิ่มเนื้อเรซิ่นอีกด้วย ปกติจะใช้ไม่เกินครึ่งหนึ่งของเรซิ่น
- สีผสมเรซิ่น กรณีต้องการเรซิ่นสีต่างๆ มีลักษณะเหลวข้นเหมือนจาระบี หรืออาจใช้สีน้ำมันธรรมดาก็ได้
- ภาชนะผสม ไม้กวน และอาซืโตนหรือ ทินเนอร์ไว้ล้างอุปกรณ์

ภาพประกอบจากหนังสือ เรซิ่น ของ อาจารย์ปัทมารัตน์ อุปติ


- อาจมีการใช้น้ำยาถอดแบบ พีวีเอ ใช้ทาบนผิวชิ้นงานในบริเวณที่ไม่ต้องการให้เรซิ่นหรือ ซิลิโคนติดต้นแบบ มีลักษณะเหมือนกาวน้ำ


กรณีมีแม่พิมพ์อยู่แล้วสามารถทำการหล่อได้เลย ตามวิธีการดังนี้

เทเรซิ่นลงในภาชนะผสม กะปริมาณให้เหมาะสมกับจำนวนหรือขนาดที่ต้องการหล่อ ใส่ตัวเร่ง(ตัวม่วง)
ลงไป 0.5 % กวนให้เข้ากัน (สามารถผสมเรซิ่นกับตัวเร่งเตรียมไว้ปริมาณมากๆก็ได้)
ถ้าต้องการให้ทึบแสง ใส่ทัลคัมลงไปครึ่งหนึ่งของเรซิ่น กวนเข้ากัน แล้วใส่สีตามต้องการ
ใส่ตัวทำให้แข็ง(ฮาร์ดเดนเนอร์)ลงไป 1-2 % สามารถเพิ่มได้ถ้าชำนาญจะทำให้แข็งเร็วขึ้น ถ้ามากเกินจะแตกร้าวได้
กวนเข้ากันแล้วเทลงในพิมพ์ ตามต้องการ ทิ้งให้แข็งตัว (เรซิ่น 30-40 กรัม ใช้ตัวทำแข็ง 15-30 หยด)
ตกแต่งด้วยสีน้ำมัน ถ้าทำแม่เหล็กติดตู้เย็นก็เอาแม่เหล็กมาติดด้านหลังด้วยปืนยิงกาว ถ้าทำใหญ่หน่อยก็สามารถทำ
นาฬิกาได้ดังรูป (ด้านซ้ายเป็นรูปแม่พิมพ์แบบง่าย ; ด้านขวาเป็นเรซิ่นที่หล่อและตบแต่งสี นำมาทำนาฬิกา แล้ว)

ท่านสามารถ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.archeep.com/invention/pradit/resin-1.htm

เข็มกลัด รูปหัวใจ

| 2553-08-20 | 0 ความคิดเห็น |
อุปกรณ์

ปูนปลาสเตอร์
อ่างผสม และช้อนผสม
แบบพิมพ์รูปหัวใจ สามารถใช้ถาดวุ้น , ช็อคโกแลต
สีอะคลิลิคสีสดใสตามชอบ
สเปรย์เคลือบเงา
เข็มกลัด
วิธีทำ

ผสมปูนปลาสเตอร์กับน้ำในอ่านผสม คนให้เข้ากัน
หยอดส่วนผสมลงใบแบบพิมพ์พลาสติก ระวังอย่าให้ล้นหรือสูงกว่าขอบ
ทิ้งไว้ให้ปูนเซตตัว 1- 2 นาที วางเข็มกลัดลงไปตามรูป
เมื่อแห้งดีแล้วนำออกจากพิมพ์
ระบายสีตกแต่ง ทิ้วไว้จนแห้งสนิท
เมื่อสีแห้งสนิท พ่นสเปร์ยเคลือบเงาทับ

Box Monster

| | 0 ความคิดเห็น |

อุปกรณ์

กล่องกระดาษ เช่น กล่องขนม , กล่องทิชชู ,
กระดาษโปสเตอร์สีฟ้าอ่อน 2 แผ่น
กระดาษโปสเตอร์สีขาว และ ดำ อย่างละ1/4 แผ่น
รังไข่กระดาษ ตัดแยกป็นช่อง 2 ชิ้น
สีอะคลิลิค สีดำ และ ขาว
กาว , กรรไกร
สีเมจิสีดำ (วาดฟัน)
สีโปสเตอร์ เพื่อทำลวดลายของ Monster ตามชอบ
วิธีทำ

นำรังไข่กระดาษ ที่ตัดไว้มาทาสีขาวให้ทั่ว ทิ้งไว้ให้แห้ง
นำกล่องทิชชูมาเจาะส่วนที่จะเป็นปาก
ห่อด้วยกระดาษโปสเตอร์สีฟ้า โดยเจาะส่วนปากเช่นกัน ควรเหลือขอบกระดาษเล็กน้อยแล้วติดกาว
พับซ่อนไว้ด้านใน

ตัดกระดาษสีขาวเป็นแนวค้าคล้ายรูปกล้วย 2 ชิ้น แล้วใช้สีเมจิขีดเป็นแนวฟัน
ติดส่วนของฟันบน-ล่างกับขอบด้านใน
ตัดกระดาษสีฟ้าเพื่อทำเท้า 2 ชิ้น (อย่าลืมเหลือพื้นที่เพื่อติดกาว) ติดเล็บด้วยกระดาษสีขาวเล็กๆ
ติดส่วนเท้าเข้ากับด้านล่างของกล่อง
นำรังไข่ในข้อ 1 มาวาดจุดสีดำตรงกลางเพื่อเป็นตา
แต่งขนตาด้วยแถบกระดาษสีดำตัดแหลม ติดกาวให้เรียบร้อย
ทำหางโดยใช้กระดาษ สีฟ้า ตัดรูปร่างตามชอบ แล้วติดกาวไว้ด้านข้างค่อนไปทางหลังกล่อง
ตกแต่งลวดลายด้วยสีโปสเตอร์

Tips:
ลองสร้างสัตว์ประหลาดใหม่ๆด้วยวัสดุอื่น เช่น ถ้วยโจ๊ก กล่องหลายๆขนาด

SMEs คืออะไร ?

| 2553-08-18 | 0 ความคิดเห็น |
เกี่ยวกับ SMEs
ปัจจุบันนี้ เราจะเห็นว่ามีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับโครงการช่วยเหลือ SMEs ของไทยมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ครั้งระบบเศรษฐกิจของไทยเราประสบกับปัญหาวิกฤติ ทำให้ธุรกิจทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่จำนวนมากมายที่ต้องล้มเลิกกิจการไป แต่มีธุรกิจอยู่ประเภทหนึ่งที่รัฐบาลพยายามจะสนับสนุนให้อยู่รอด โดยเริ่มการสนับสุนอย่างจริงจังมาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน ๆ มีท่านอดีตรํฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม คุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และท่านอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม คืออาจารย์มนู เลียวไพโรจน์ ซึ่งปัจจุบัน (พ.ศ. 2545) ท่านเป็นปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้พยายามผลักดันให้โครงการต่าง ๆ ที่สนับสนุนกิจการของวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมของไทยอยู่รอด เติบโต และก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ตลอดจนมีการตั้งสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือที่เรียกว่า ISMED เพื่อดำเนินโครงการช่วยเหลือ SME ของไทยได้อย่างต่อเนื่องต่อไป เว็บไซต์นี้ขอขอบพระคุณท่านทั้งสอง และบุคคลอื่นที่มีส่วนสนับสนุนและไม่ได้เอ่ยนามมา ณ โอกาสนี้

SMEs คืออะไร ?
เมื่อกล่าวถึง SMEs แล้ว บางครั้งยังมีความสับสนในความหมายอยู่ ดังนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จึงร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ อาทิเช่นกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้า บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม รวมทั้งกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม ได้มาระดมสมองและพิจารณาให้ความหมายของ SMEs ซึ่งเป็นคำย่อจากภาษาอังกฤษว่า Small and Medium Enterprises หมายถึง วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งประกอบไปด้วยกิจการการผลิต กิจการค้าและกิจการการบริการ โดยได้กำหนดคุณลักษณะของวิสาหกิจที่จะเป็น SMEs ให้พิจารณาจากเกณฑ์มูลค่าขั้นสูงของทรัพย์สินถาวร ที่กิจการนั้นมีอยู่ ดังนี้

ประเภท
ขนาดย่อม
ขนาดกลางและขนาดย่อม

การผลิต
ไม่เกิน 50 ล้านบาท
ไม่เกิน 200 ล้านบาท

การบริการ
ไม่เกิน 50 ล้านบาท
ไม่เกิน 200 ล้านบาท

การค้าส่ง
ไม่เกิน 50 ล้านบาท
ไม่เกิน 100 ล้านบาท

การค้าปลีก
ไม่เกิน 30 ล้านบาท
ไม่เกิน 60 ล้านบาท


ที่มา กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม
จาก สาระสำคัญของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หน้า 1-8 มกราคม 2542

ความสำคัญของ SMEs ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ
จากการศึกษาพบว่า สาระสำคัญที่ SMEs ทำให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมดังนี้

SMEs เป็นแหล่งรองรับการจ้างงานขนาดใหญ่และกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งนี้เพราะวิสาหกิจต่าง ๆ ได้เกิดอยู่ในทุกชุมชนที่มีประชากรอาศัยอยู่กันเป็นหมู่เหล่า ในปี พ.ศ. 2542 มีการประมาณการว่า SMEs สามารถรองรับในการจ้างงานได้ถึง 4.5 ล้านคน

SMEs สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในตัวสินค้ารวมทั้งยังทำรายได้นำเงินตราต่างประเทศจากการส่งออก และยังสามารถผลิตสินค้าเพื่อทดแทนการนำเข้า อันทำให้ประเทศสามารถประหยัดเงินตราต่างประเทศได้จำนวนมากในแต่ละปี

SMEs เป็นแหล่งสร้างเสริมประสบการณ์บริการแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้เริ่มต้นธุรกิจใหม่หรือนักลงทุนหน้าใหม่ จากธุรกิจเล้ก ๆ และพัฒนาจนเติบโตในที่สุด

SMEs เป็นหน่วยผลิตที่สนับสนุนและเชื่อมโยงไปสู่กิจการต่าง ๆ โดยเฉพาะกิจการขนาดใหญ่ ขนาดกลางและหรือกิจการขนาดย่อมด้วยกันเองในรูปแบบของการผลิตเป็นสินค้าวัตถุดิบขั้นต้น ขั้นกลาง ด้วยวิธีการว่าจ้างผลิต หรือการรับช่วงการผลิต (Subcontracting)
SMEs เป็นการเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตที่เกี่ยวข้องกัน เช่น ภาคการเกษตร ภาคการบริการขนส่ง ภาคการก่อสร้าง ภาคการค้าส่ง-ค้าปลีก

การเกิดขึ้นของ SMEs ตามภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศเท่ากับเป็นการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค อันเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายรายได้ที่ดีทางหนึ่ง

ลักษณะเด่นของ SMEs
การประกอบอาชีพใด ๆ ก็แล้วแต่จะมีความแตกต่างกันในสาระของกระบวนการ SMEs ก็มีคุณลักษณะเด่นที่ควรทราบ ดังนี้

การเข้าสู่ธุรกิจทำได้ง่าย เพราะใช้เงินทุนและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆไม่มากนัก และเมื่อประกอบการแล้วเกิดมีปัญหาความสูญเสียโอกาสที่จะฟื้นตัวเกิดได้ง่ายกว่ากิจการขนาดใหญ่

มีความคล่องตัวในการบริการจัดการ ผู้ประกอบการสามารถควบคุมดูแลกิจการได้ทั่วถึงและใกล้ชิด
ดำเนินธุรกิจไม่ว่าด้านการผลิตสินค้า การจัดจำหน่ายหรือการบริการจะมีความยืดหยุ่นสูง สอดคล้องกับยุคการผลิตและการค้าที่ต้องการตอบสนองที่รวดเร็ว ตลอดจนการผลิตและการค้าที่มุ่งความหลากหลายของรูปแบบหรือบริการมากกว่ามุ่งปริมาณ
สามารถสร้างความชำนาญเฉพาะอย่างเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ

ปัญหาของ SMEs ในภาพรวม
จาการศึกษาวิจัย และเก็บรวบรวมของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมตลอดเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา พบว่าปัญหาโดยรวมของ SMEs ที่ประสบอยู่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพอจะสรุปโดยสังเขปได้ดังนี้

ปัญหาด้านการตลาด
วิสาหกิจขนาดกลางและย่อมส่วนใหญ่มักตอลสนองความต้องการของตลาดในท้องถิ่น หรือตลาดในประเทศ ยังขาดความรู้ความสามารถด้านการตลาดในวงกว้างโดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกันความสะดวกรวดเร็วในการคมนาคมขนส่ง ตลอดจนการเปิดเสรีทางการค้าทำให้วิสาหกิจขนาดใหญ่ รวมทั้งสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันกับสินค้าในท้องถิ่นหรือในประเทศที่ผลิตโดยกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมากขึ้น
ขาดแคลนเงินทุน
วิสาหกิจขนาดกลางและย่อมมักประสบปัยหาการขอกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อมาลงทุนหรือขยายการลงทุน หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียน ทั้งนี้เนื่องจากไม่มีการทำบัญชีอย่างเป็นระบบ และขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ ทำให้ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ และต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูง
ปัญหาด้านแรงงาน
แรงงานที่ทำงานในวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมจะมีปัญหาการเข้าออกสูง กล่าวคือ เมื่อมีฝีมือและมีความชำนาญงานมากขึ้น ก็จะย้ายออกไปทำงานในโรงงานขนาดใหญ่ที่มีระบบและผลตอบแทนที่ดีกว่า จึงทำให้คุณภาพของแรงงานไม่สม่ำเสมอและการพัฒนาไม่ต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพของสินค้า
ปัญหาข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีการผลิต
โดยทั่วไปวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมักใช้เทคนิคการผลิตไม่ซับซ้อนเนื่องจากการลงทุนต่ำ และผู้ประกอบการ พนักงานขาดความรู้พื้นฐานที่รองรับเทคนิควิชาการที่ทันสมัย จึงทำให้ขาดการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานที่ดี
ข้อจำกัดด้านการจัดการ
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมักขาดความรู้ในด้านการจัดการ หรือการบริหารงานที่มีระบบ ใช้ประสบการณ์จากการเรียนรู้โดยเรียนถูกเรียนผิดเป็นหลัก อาศัยบุคคลในครอบครัวหรือญาติพี่น้องมาช่วยงาน การบริหารในลักษณะนี้แม้มีข้อดีในเรื่องการดูแลที่ทั่วถึงหากธุรกิจไม่ใหญ่นัก แต่เมื่อกิจการเริ่มขยายตัวหากไม่ปรับปรุงการบริหารจัดการให้มีระบบก็จะเกิดปัญหาขึ้นได้
ปัญหาการเข้าถึงการส่งเสริมของรัฐ
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นจำนวนมากเป็นการจัดตั้งกิจการที่มีรูปแบบไม่เป็นทางการ เช่นผลิตตามบ้าน ผลิตในลักษณะโรงงานห้องแถว ไม่มีการจดทะเบียนโรงงาน ทะเบียนพาณิชย์หรือทะเบียนการค้า ดังนั้นกิจการหรือโรงงานเหล่านี้จึงค่อนข้างปิดตัวเองในการเข้ามาใช้บริการของรัฐ หรือแม้แต่กิจการหรือโรงงานที่มีการจดทะเบียนถูกต้อง ก็มักไม่ค่อยอยากเข่ามายุ่งเกี่ยวกับหน่วยงานของรัฐ เนื่องจากปฏิบัติไม่ค่อยถูกต้องเกี่ยวกับการเสียภาษี การรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม หรือการรักษาความปลอดภัยที่กำหนดตามกฏหมาย นอกจากนี้ในเรื่องการส่งเสริมการลงทุนก็เช่นเดียวกัน แม้ว่ารัฐบาลจะได้ลดเงื่อนไขขนาดเงินลงทุนและการจ้างงาน หรือจูงใจให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเสนอโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนให้มากขึ้น แต่จากข้อมูลการศึกษาวิจัยพบว่าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพียง 8.1 % เท่านั้นที่มีโอกาสได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาล
ปัญหาข้อจำกัดด้านบริการส่งเสริมพัฒนาขององค์กรภาครับและเอกชน
การส่งเสริมพัฒนาวิสาหิจขนาดกลางขนาดย่อมที่ผ่านมา ได้ดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมส่งเสริมการส่งออก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทสไทย ตลอดจนสมาคมการค้าและอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างไรก็ตามเนื่องจากอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมมีจำนวนมากและกระจายอยู่ทั่วประเทศ ประกอบกับข้อจำกัดของหน่วยงานดังกล่าว เช่น ในเรื่องของบุคลากร งบประมาณ จำนวนสำนักงานสาขาในภูมิภาค การให้บริการส่งเสริมสนับสนุนด้านต่าง ๆ จึงไม่อาจตอบสนองได้ทั่วถึงและเพียงพอ
ปัญหาข้อจำกัดในการรับรู้ข่าวสารข้อมูล
เนื่องจากปัญหาและข้อจำกัดต่าง ๆ ข้างต้น วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยทั่วไป จึงค่อนข้างมีจุดอ่อนในการรับรู้ข่าวสารด้านต่าง ๆ เช่น นโยบายและมาตรการของรัฐบาล ข้อมูลข่าวสารด้านการตลาด เป็นต้น

ที่มาจากเว็บ http://www.classifiedthai.com/content.php?article=4214

มุมมองของชีวิต

Blog Archive