แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ SMEs แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ SMEs แสดงบทความทั้งหมด

Coffman ธุรกิจแฟรนไชส์ร้านกาแฟ Arabic 100% ลงทุนน้อย คืนทุนไว

| 2553-09-27 | 0 ความคิดเห็น |
Coffman Franchise Package คอฟแมน เปิดดำเนินการ ร้านกาแฟภายใต้ระบบเเฟรนไชส์ ภายใต้แนวคิดการเปิดร้านกาแฟที่ว่า “ลงทุนน้อย คืนทุนไว” เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจทำธุรกิจ สามารถเป็นเจ้าของร้านกาแฟด้วยเงินลงทุนที่ไม่สูง ได้ผลกำไรที่คุ้มค่า

คอฟแมน บริการธุรกิจครบวงจร

1.เฟรนไซส์ร้านกาแฟสดคอฟแมน

2.จำหน่ายสารกาแฟ เมล็ดกาแฟคั่วสด คุณภาพสูงสายพันธุ์อาราบิก้า 100% ผงโกโก้ ผงชาเย็น ผงชาเขียว และกาแฟกระป๋อง

3.นำเข้าและจำหน่ายเครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซ่ เครื่องบดกาแฟ เครื่องคั่วกาแฟ

4.คอรส์อบรมการทำธุรกิจกาแฟสด

5.รับคั่วกาแฟสดตามความต้องการ

6.รับปรึกษา และออกแบบร้านกาแฟสดโดยใช้ชื่อร้านของท่านเอง


Coffman เป็นผู้ผลิตแล้วจำหน่ายสินค้าและอุปกรณ์เกี่ยวกับธุรกิจกาแฟสด รวมถึงแฟรนไชส์ร้านกาแฟสด ที่มีมากกว่า 500 สาขา เราจำหน่าย เมล็ดกาแฟสด ทั้ง สารกาแฟ และ เมล็ดกาแฟคั่ว Arabica 100%

ติดต่อ คอฟแมน วิภาวดี (สำนักงานใหญ่)

17/86 หมู่ 2 ซ.วิภาวดี 58 ถนนวิภาวดี-รังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

Tel : 02-579-8130-1

Fax : 02-579-7790

Website : http://www.coffmancoffee.com , http://shop.coffmancoffee.com

คลับแอสทีเรีย

ธุรกิจที่พักแรมแบบประหยัด (GUEST HOUSES)

| 2553-09-08 | 0 ความคิดเห็น |
ธุรกิจที่พักแรมแบบประหยัด
(GUEST HOUSES)

นโยบายของรัฐในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างมากมาย และส่งผลดีกับธุรกิจอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน เช่น ธุรกิจทัวร์นำเที่ยว ร้านขายของที่ระลึก โรงแรม และที่พักอาศัยอื่นๆ

ที่พักอาศัยแบบประหยัดหรือเกสต์เฮ้าส์ (Guest Houses) เป็นธุรกิจหนึ่งที่ได้รับผลดีจากการส่งเสริมการท่องเที่ยว เกสต์เฮ้าส์ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากเหตุผลทางด้านราคา สภาพแวดล้อม ความสะดวกสบายในการเดินทาง รวมทั้งรูปแบบของเกสต์เฮ้าส์เองก็ได้มีการพัฒนาปรับปรุงให้ดีมากขึ้น เกสต์เฮ้าส์จึงเป็นธุรกิจที่น่าสนใจอีกประเภทหนึ่งสำหรับผู้มีทุนทางด้านที่ดิน ที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ดี สำหรับผู้ที่ต้องการทำธุรกิจดังกล่าวควรศึกษาในรายละเอียดต่างๆ ดังนี้

1. ศักยภาพ/คุณสมบัติของผู้ประกอบการ
ผู้ที่สนใจจะทำธุรกิจประเภทที่พักแรมแบบประหยัด ควรให้ความสำคัญและเอาใจใส่ต่อคุณสมบัติพื้นฐานต่างๆ ดังนี้

มีใจรักในงานบริการ เพราะการบริการที่อบอุ่นเป็นกันเอง ใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยว จะช่วยสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า และลูกค้าจะกลับมาใช้บริการอีกในครั้งต่อๆ ไป

มีแหล่งเงินทุนสนับสนุน ผู้ประกอบการควรมีความพร้อมทางด้านเงินทุนที่เพียงพอ ทั้งเงินทุนส่วนตัว หรือเงินทุนที่กู้ยืมมาจากสถาบันการเงิน เพราะเกสต์เฮ้าส์เป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นในการดำเนินกิจการสูงพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการดัดแปลงอาคารในกรณีที่มีอาคารอยู่แล้ว หรือการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่เป็นตัวอาคารและที่ดิน ในกรณีที่เป็นการเริ่มต้นดำเนินการใหม่

มีทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม เช่น สถานที่ตั้งหาง่าย การคมนาคมสะดวก ฯลฯ

สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้พอสมควร เพื่อที่จะเข้าใจถึงความต้องการของนักท่องเที่ยว

มีความอดทนในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อให้กิจการสามารถดำเนินต่อไปได้ด้วยดี

2. การติดต่อกับหน่วยงานราชการ

3. การตลาดธุรกิจที่พักแรมแบบประหยัด
3.1 ภาพรวมการตลาด
3.2 ส่วนแบ่งทางการตลาด
3.3 ธุรกิจหลัก / ธุรกิจเสริม
3.4 ส่วนผสมทางการตลาด

- ผลิตภัณฑ์ / การบริการ

- การกำหนดอัตราค่าห้องพัก

- ทำเลที่ตั้ง

- การประชาสัมพันธ์ / การหาลูกค้า

3.5 สภาพการแข่งขันในตลาด

4. การดำเนินงานธุรกิจที่พักแรมแบบประหยัด
4.1 การรับจองห้องพัก
4.2 การลงทะเบียนเข้าพัก
4.3 การรายงานรายได้ค่าห้องพักประจำวัน
4.4 การบันทึกรายได้ค่าห้องพักในสมุดรายวันและบัญชีแยกประเภท
4.5 การออกจากที่พักของแขกผู้มาพัก
4.6 ข้อห้ามและกฎระเบียบต่าง ๆ ของธุรกิจ

5. การบริหารธุรกิจที่พักแรมแบบประหยัด
5.1 ลักษณะทั่วไปของธุรกิจ
5.2 การจัดการบริหาร

6. การเงินและการลงทุนธุรกิจที่พักแรมแบบประหยัด
6.1 การจัดหาเงินทุน
6.2 เงินลงทุนเริ่มต้น
6.3 เงินทุนหมุนเวียนค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน
6.4 ระยะเวลาคืนทุน
6.5 อัตรากำไรต่อยอดขาย
6.6 การควบคุมค่าใช้จ่าย

7. เงื่อนไขและข้อจำกัดที่สำคัญ

8. ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

ภาคผนวก

- ตัวอย่างห้องพัก บ้านเช่าอาศัยชั่วคราว

ธุรกิจนำเที่ยวภายในประเทศ มาแรง

| | 0 ความคิดเห็น |
ธุรกิจนำเที่ยวภายในประเทศ
ในปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภายในประเทศเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จะเห็นได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยในแต่ละปี มีไม่ต่ำกว่า 7 ล้านคน อุตสาหกรรมนี้ทำรายได้ให้กับประเทศถึง 2 แสนล้านบาทต่อปี ธุรกิจนำเที่ยวภายในประเทศจึงเป็นธุรกิจหนึ่งที่มีการเติบโต และสำหรับผู้ที่สนใจจะทำธุรกิจนำเที่ยวภายในประเทศ ควรศึกษาข้อมูลดังต่อไปนี้ไว้ประกอบการตัดสินใจ

1. ศักยภาพ/คุณสมบัติของผู้ประกอบการ
รักการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ ผู้ประกอบการควรชอบเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อชมทัศนียภาพตามแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ เช่น ป่าไม้ น้ำตก ทะเล เกาะ เป็นต้น

มีความรู้พื้นฐานในธุรกิจนำเที่ยว และติดตามความเคลื่อนไหวของธุรกิจนี้อยู่ตลอดเวลา ผู้ประกอบการต้องมีความรู้ในเรื่องการท่องเที่ยว มีข้อมูลการเดินทาง สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม แหล่งซื้อขายของที่ระลึก ฯลฯ รวมทั้งผู้ประกอบการควรจะติดตามข่าวสารข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ทางหน่วยงานรัฐบาล และภาคเอกชนได้จัดทำไว้

มีความรู้ ความเข้าใจทางด้านวัฒนธรรมและภาษา ผู้ประกอบการต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละท้องถิ่น และผู้ประกอบการควรสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เป็นนักวางแผนที่ดี ผู้ประกอบการจะต้องวางแผนการจัดนำเที่ยว โดยจัดเตรียมศึกษาเส้นทางที่จะไป ที่พัก ร้านอาหารที่จะแวะรับประทาน ร้านขายของที่ระลึก รวมถึงการจัดเตรียมพนักงานไว้คอยแนะนำและอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว

มีใจรักการให้บริการ เนื่องจากการนำเที่ยวนี้เป็นธุรกิจประเภทบริการ ผู้ประกอบการจึงควรมีใจรักในการให้บริการด้วยความซื่อสัตย์ จริงใจ เป็นกันเอง และสร้างสัมพันธภาพที่ดี เพื่อให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ และแวะเวียนกลับมาใช้บริการอีก

2. การติดต่อกับหน่วยงานราชการ

3. การตลาดธุรกิจนำเที่ยวภายในประเทศ
3.1 ภาพรวมตลาด
3.2 กลุ่มลูกค้าเป้าหมายและพฤติกรรมของลูกค้า
3.3 ส่วนแบ่งทางการตลาด
3.4 ธุรกิจหลัก / ธุรกิจเสริม
3.5 ส่วนผสมทางการตลาด
- ผลิตภัณฑ์และการบริการ
- การกำหนดราคา
- ช่องทางการจัดจำหน่าย
- การส่งเสริมการตลาด
3.6 สภาพการแข่งขันในตลาด

4. การดำเนินการธุรกิจนำเที่ยวภายในประเทศ
4.1 การวางแผนโปรแกรมท่องเที่ยว
4.2 การติดต่อ / ประสานงานกับสถานที่ต่าง ๆ
4.3 การจำหน่ายแพคเกจทัวร์ / กรุ๊ปทัวร์
4.4 การเตรียมตัวก่อนออกเดินทาง
4.5 การบริการระหว่างการเดินทาง
4.6 การบริการหลังการเดินทาง
4.7 การบริหารค่าใช้จ่าย

5. การบริหารธุรกิจนำเที่ยวภายในประเทศ
5.1 รูปแบบการจัดองค์กร
5.2 การบริหารบุคลากร
5.3 การฝึกอบรมพนักงาน


6. การเงินและการลงทุนธุรกิจนำเที่ยวภายในประเทศ
6.1 การลงทุนของธุรกิจ
6.2 ระยะเวลาในการคืนทุน

7. เงื่อนไขและข้อจำกัดที่สำคัญ

8. ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

ภาคผนวก
1. ตัวอย่างโปรแกรมการท่องเที่ยว
2. ประเภทของมัคคุเทศก์

ก้าวแรกบนถนนธุรกิจ SMEs

| | 0 ความคิดเห็น |
ธุรกิจ SMEs ดูเหมือนเป็นเรื่องยากสำหรับผู้เริ่มต้น คนเหล่านี้มักมีคำถามเกิดขึ้นมากมายว่า ควรเริ่มต้นจากจุดไหนก่อน แล้วทำอย่างไรต่อไปจึงจะประสบความสำเร็จ แนวทางการเริ่มต้นธุรกิจ เราควรเริ่มจากการหาข้อมูลใน 3 ด้านใหญ่ๆ คือ กำลังของตนเอง ตลาดลูกค้าและคู่แข่ง จากนั้น จึงไปสู่การจัดตั้งองค์กร ซึ่งในแต่ละด้านมีรายละเอียดปลีกย่อย ดังนี้

วัดกำลังตนเอง
การรู้จักตน โดยประเมินว่าตนเองมีคุณสมบัติที่จะทำธุรกิจนั้น ๆ หรือไม่ เช่น มีความรู้ ความสามารถ มีความอดทน ขยัน ซื่อสัตย์ ยอมรับความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังเช่น กล้านำเงินออมที่เก็บทั้งชีวิตมาลงทุน เป็นต้น และที่สำคัญ คือ ต้องหนักแน่น จริงจัง และกล้าตัดสินใจ

เลือกประเภทธุรกิจที่เหมาะสมกับตนเอง โดยดูจากความชอบ ความถนัด ความสนใจของตนเองเป็นหลัก เพราะงานที่ตนรัก จะทำให้ผู้ประกอบการอยากแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ทางธุรกิจ

สำรวจฐานะทางการเงิน ว่าตนเองมีเพียงพอหรือไม่ การเงินควรจัดแบ่งออกเป็นส่วน ๆ เช่น แบ่งไว้สำหรับใช้จ่ายในครอบครัว แบ่งเป็นเงินฝากไว้กับธนาคารเพื่อใช้ในยามจำเป็น และแบ่งไว้สำหรับการออมเพื่อการลงทุน อาจเป็นการลงทุนระยะสั้น และระยะยาว เช่น การซื้อพันธบัตรรัฐบาล เมื่อจัดแบ่งเป็นส่วนต่าง ๆ แล้ว เราจะเห็นว่าตนเองมีเงินเพียงพอเพื่อทำธุรกิจหรือไม่ หรือต้องหาจากแหล่งเงินกู้อื่น ๆ

มีทำเลที่ตั้ง ถ้าผู้เริ่มต้นธุรกิจมีสถานที่เป็นของตนเอง และอยู่ในทำเลที่ดีก็ไม่มีปัญหา แต่หากผู้เริ่มต้นยังไม่มี ควรมองหาทำเลที่เหมาะสมกับธุรกิจ เช่น ย่านศูนย์การค้า ชุมชน อยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ เป็นต้น และเรายังต้องคำนึงต่อด้วยว่า ทำเลควรใช้วิธีซื้อ หรือเช่าดี โดยดูที่เงินทุนว่ามีเพียงพอหรือไม่ หากเรามีเงินน้อย ก็ควรใช้วิธีเช่าจะดีกว่า ทั้งนี้ ผู้เริ่มต้นธุรกิจควรดูถึงรายละเอียดของสัญญา ว่าคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ เพียงไร

สอดส่องตลาดลูกค้า-คู่แข่ง
รู้ข้อมูลของลูกค้า ผู้เริ่มต้นธุรกิจควรสำรวจความต้องการสินค้าหรือบริการ ว่ามีมากน้อยเพียงใด เหมาะกับลูกค้ากลุ่มใด วัยใด ชาย หรือหญิง เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับการผลิตต่อไป

รู้ข้อมูลของคู่แข่ง ธุรกิจในปัจจุบันมีมากมาย เราจำเป็นต้องทราบว่า คู่แข่งของเราเป็นอย่างไร จุดเด่น จุดด้อยของเขาอยู่ตรงไหน แต่การรู้มูลของคู่แข่งไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต่างฝ่ายต่างปิดบังข้อมูลเหล่านี้

การจัดตั้งธุรกิจ
เมื่อเราประเมินตนเองและประเมินตลาดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการจัดตั้งธุรกิจ วิธีจัดตั้งธุรกิจแบ่งเป็นส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ ดังนี้

การตั้งวัตถุประสงค์และเป้าหมายของธุรกิจ ต้องมีความชัดเจน ว่าธุรกิจทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ผลที่คาดว่าจะได้รับ โดยผู้เริ่มต้นธุรกิจต้องคำนึงว่า เมื่อตั้งขึ้นมาแล้วจะสามารถทำตามได้หรือไม่

รูปแบบขององค์กร รูปแบบขององค์กรมีหลายลักษณะคือ เป็นเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท ความรับผิดชอบของทั้ง 3 ลักษณะจะต่างกันไป คือ เจ้าของคนเดียว จะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวในทุกเรื่อง ห้างหุ้นส่วนคือมีหุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ความรับผิดชอบของแต่ละคนมากน้อยต่างกันไปตามอัตราส่วนที่ตกลงกันไว้ ส่วนผู้ที่ลงทุนด้วยรูปแบบบริษัท ก็ต้องมีสมาชิกก่อตั้งจำนวน 7 คนขึ้นไป และผลตอบแทนที่ได้จะอยู่ในรูปของเงินปันผล

การหาแหล่งเงินทุน ปกติเงินทุนมาจาก 2 แหล่งใหญ่ๆ คือ เงินทุนที่อยู่ในมือ และเงินทุนที่มาจากการกู้ยืม สำหรับการขอกู้เงิน หากเป็นนักลงทุนรายใหม่อาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจากไม่ได้รับความเชื่อถือ ดังนั้น การสร้างเครดิตหรือความน่าเชื่อถือให้กับตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ และสิ่งที่ยืนยันความน่าเชื่อถือของเราได้คือ ผลการดำเนินงานของกิจการที่ผ่านมา รวมถึงสถานะทางการเงิน เช่นงบการเงินต่าง ๆ ประมาณการกำไรที่คาดว่าจะได้รับ

สินค้าหรือบริการที่จะผลิต ต้องสอดคล้องกับข้อมูลความต้องการของลูกค้า และที่สำคัญ สินค้าควรมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ไม่เหมือนใคร

การจัดจำหน่ายสินค้า ผู้เริ่มต้นธุรกิจควรดูความเหมาะสมของตลาดว่า จะจัดจำหน่ายในลักษณะใด เช่น ขายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ผ่านพ่อค้าคนกลาง มีผู้แทนจำหน่าย หรือหลายวิธีรวมกัน เป็นต้น

การจัดการทางการเงิน คือ การวางแผนการใช้จ่ายเงิน ให้เงินหมุนเวียนไหลคล่องตลอด สิ่งที่ช่วยให้รู้ฐานะการเงินของเรา คือ การทำบัญชี งบการเงิน ไม่ว่าจะเป็น งบดุล งบกำไรขาดทุน ประมาณการรายรับรายจ่าย เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้เริ่มต้นธุรกิจยังต้องแบ่งส่วนเงินทุนหมุนเวียนไว้ เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในกิจการ เช่น เงินเดือนพนักงาน เงินจัดซื้อวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เงินเหล่านี้ต้องควบคุมให้พอใช้ไม่ขาดมือ เพราะถ้าผู้ประกอบการสะดุดกับภาวะการเงิน กิจการอาจหยุดชะงักลงได้

พนักงาน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กิจการประสบความสำเร็จหรือไม่ ถ้านายจ้างสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม พนักงานก็จะมีขวัญ และกำลังใจที่ดีในการทำงาน ผลที่ตามมา กิจการจะเจริญรุดหน้า

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
นันทินาถ อมรประสิทธิ์, “การดำเนินธุรกิจ SMEs,” คู่มือดำเนินธุรกิจ SMEs,

จัดพิมพ์โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กรงเทพฯ : สำนักพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรม, 2543),
หน้า 3-1 - 3-19.

ก้าวแรกบนถนนธุรกิจ เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ โดยใช้เป็นแนวทางวัดและเตรียมความพร้อมของตนเองในด้านต่างๆ ก่อนลงสู่สนามแข่งขันทางการค้า

ร้อยตำรับ 'ยาหอมไทย'

| 2553-08-29 | 0 ความคิดเห็น |

มากคุณค่า มรดกภูมิปัญญา
เมื่อเอ่ยถึง “ยาหอม” ภูมิปัญญาของไทยที่สะสมกันมานาน ผ่านกาลเวลามารุ่นแล้วรุ่นเล่า หากแต่วันนี้กลับถูกมองว่าเป็นของโบราณ ล้าสมัย..ทั้งที่แท้จริงแล้ว เต็มเปี่ยมไปด้วยสรรพคุณมากมาย ที่ไม่ว่าใครได้พิสูจน์เป็นต้องทึ่ง!

ยาหอมไทย ได้รับการสืบทอดมายาวนานกว่า 3 ศตวรรษ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระหว่าง พ.ศ. 2199-2231 ทรงโปรดฯ ให้หมอหลวงในราชสำนักรวบรวมตำรับยาสำคัญ ๆ ที่มีอยู่ขณะนั้นขึ้นเป็นตำราเรียกว่า “ตำราพระโอสถสมเด็จพระนารายณ์” โดยตำรานี้ได้ระบุเป็นตำราอ้างอิงไว้อีก 2 เล่ม คือ คัมภีร์มหาโชติรัต อันเป็นตำราเกี่ยวกับโรคสตรี และคัมภีร์โรคนิทาน อันเป็นตำราเกี่ยวกับเรื่องราวของโรคหรือเหตุแห่งโรค ซึ่งตำราทั้ง 2 เล่มนี้ยังคงใช้เป็นแม่แบบของตำราแพทย์แผนไทยในปัจจุบัน

ต่อมาในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงปรารภให้กระจายยาดี ๆ ไปตามหัวเมืองทั่วประเทศ เพื่อให้ราษฎรที่อยู่ห่างไกลที่หายาแก้โรคภัยได้ยาก ได้เข้าถึงยามากขึ้น ภายใต้ชื่อ “ยาโอสถสภา” (ยาสามัญประจำบ้าน) และจัดตั้งตำรับยาตำราหลวงขึ้น ซึ่งมียาหอมเป็นหนึ่งในนั้น และถ่ายทอดสืบต่อมาเป็นลำดับจนเป็นที่รู้จักสู่สามัญชน และใช้กันอย่างแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน อาชีพเสริม

เหตุใดจึงเรียกกันว่า “ยาหอม” รศ.ดร.นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าขยายความให้ฟังว่า อาจเป็นเพราะส่วนประกอบของสมุนไพรที่นำมาใช้มาจากเกสรดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมอยู่หลายชนิดด้วยกัน เช่น จำปา มะลิ พิกุล บุนนาค สารภี กระดังงา ลำดวน ลำเจียก เกสรบัวหลวง อีกทั้ง กฤษณา ขอนดอก กระลำพัก เปลือกสมุลแว้ง เปราะหอม ชะลูด หญ้าฝรั่น จันทน์แดง จันทน์เทศ จันทน์ชะมด ลูกจันทน์ รวมทั้ง เทียน อีก 5 ชนิด คือ เทียนขาว เทียนดำ เทียนแดง เทียนข้าวเปลือก เทียนตาตั๊กแตน นอกจากนี้ ยังมีโกฐอีก 5 อย่าง คือ โกฐสอ โกฐเขมา โกฐเชียง โกฐหัวบัว โกฐจุฬาลัมพา

“สมุนไพรเหล่านี้ส่วนใหญ่จะนำมาใช้ในเรื่องของคนเป็นลม มึนศีรษะ หน้ามืด ใจสั่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือช่วยแก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน รวมไปถึงเรื่องนอนไม่หลับ ทั้งหมดเป็นภูมิปัญญาที่สะสมกันมาจากบรรพบุรุษของไทย ซึ่งยังไม่มีหลักฐานอ้างอิงที่ชัดเจน จะมาพูดลอย ๆ ว่าสมุนไพรดี ใช้ได้ สามารถใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบันได้ในยุค พ.ศ. 2553 นี้ บางครั้งการยอมรับ ความน่าเชื่อถือ อาจจะมีน้อย ฉะนั้น งานวิจัยจึงมีความสำคัญในการรองรับสรรพคุณของภูมิปัญญาที่มีมาเหล่านั้นว่าเป็นจริงหรือไม่

นอกจากจะทำให้เป็นที่ยอมรับแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญในเรื่องมาตรฐานของสมุนไพรเหล่านี้ด้วย เพื่อให้หมอที่รักษาคนด้วยวิทยาศาสตร์ เข้าใจสมุนไพรในแง่มุมของวิทยาศาสตร์ นั่นคือ ต้องทำสมุนไพรให้เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็คือ สามารถพิสูจน์ได้ งานวิจัยจึงเข้ามาสนับสนุนภูมิปัญญา ที่มีมายาวนาน”

ในปี พ.ศ. 2542 กระ ทรวงสาธารณสุขได้กำหนดตำรับยาหอมที่เป็นยาสามัญประจำบ้านไว้ 4 ตำรับ คือ ยาหอมนวโกฐ ยาหอมอินทรจักร์ ยาหอมเทพจิตร และ ยาหอมทิพย์โอสถ ซึ่งทางคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล ได้ทำการวิจัยไว้ 2 ตำรับ คือ ยา หอมนวโกฐ และยาหอมอินทรจักร์

อ.นพมาศ อธิบายถึงการทดลอง ให้ฟังว่า หากดูจากส่วนผสมของแต่ละตำรับไม่ต่างกันเท่าไรนัก แต่สิ่งสำคัญที่นักวิจัย จะต้องศึกษา คือ สมุนไพรประกอบด้วยอะไรบ้าง เพื่อจะได้ทราบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา รวมทั้ง ต้องรู้สัดส่วนด้วยว่ามีมากน้อยอย่างไร เพราะจะทำให้แต่ละตำรับมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่แตกต่างกัน

สำหรับ ยาหอมนวโกฐนั้น ประกอบด้วย สมุนไพร 54 ชนิด (โกฐ 9 ชนิด เทียน 9 ชนิด เกสร 5 ชนิด และ อื่น ๆ) มีสัตว์วัตถุ 1 ชนิด คือ ชะมดเช็ด และมีแร่วัตถุ 1 ชนิด คือ น้ำประสานทองสะตุ ส่วน ยาหอมอินทรจักร์ประกอบด้วย สมุนไพร 51 ชนิด (โกฐ 9 ชนิด เทียน 5 ชนิด เกสร 5 ชนิด และอื่น ๆ) มีสัตว์วัตถุ 2 ชนิด คือ ดีหมู และเลือดแรด และมีแร่วัตถุ 3 ชนิด คือ กำยาน อำพันทอง และพิมเสน แต่เนื่องจาก สัตว์วัตถุหลายชนิดหายากในปัจจุบัน รวมทั้ง รู้สึกทารุณ กรรมในสายตาของผู้บริโภค จึงเอาออกและหันมาใช้พืช เป็นหลัก

“วิธีการวิจัย คือ เตรียมสมุนไพรทั้ง 2 ตำรับ ในรูปของสารสกัด แล้วนำไปทดลองกับหนูและสุนัข พบว่า ยาหอมทั้ง 2 ตำรับ มีผลทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น เพื่อบีบให้เส้นเลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น แต่จะเต้นแรงในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นประมาณ 40 นาที จากนั้นก็จะลดลง รวมทั้ง ทำให้ความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นด้วย”

จากนั้นทดลอง ยาหอม นวโกฐ ในเรื่องของการ ปวดท้อง โดยทดสอบว่า ช่วยลดการบีบตัวของลำไส้หรือไม่ พบว่า ทำให้การหดตัวและการบีบตัว ของลำไส้ลดน้อยลง ซึ่งจะส่งผล ทำให้ไม่ปวดท้อง

ขณะเดียวกันก็ศึกษา ในหนูโดยให้ยานอนหลับ เมื่อหลับไปนาน 1 ชั่วโมง ก็ให้สารสกัด ยาหอมนวโกฐ เข้าไปพบว่า ทำให้ระยะเวลาการออกฤทธิ์ของยานอนหลับยาวนานขึ้น

ส่วน อาการอาเจียน ทดลองในสุนัข โดยให้ยาอาเจียนแล้วสังเกตว่า มีการ อาเจียนบ่อยแค่ไหนถ้าไม่ได้ รับยา รวมทั้ง สิ่งที่ออกมาจากการอาเจียนมีมากน้อยเพียงใด เพื่อดูความรุนแรงของการอาเจียน จากนั้น ให้ ยาหอมอินทรจักร์ สุนัขกินเข้าไป แล้วดูว่าจากที่เคยอาเจียน เป็นอย่างไร พบว่า การอาเจียนลดลงมาก ระยะเวลาในการอาเจียนยาวนานออกไป จึงสรุปได้ว่ายาหอมมีฤทธิ์ในการต้านการอาเจียนได้

“จากผลการวิจัย แม้จะให้ผล โดยรวมคล้ายกันแต่ก็มีสรรพคุณที่ต่างกัน โดย ยาหอมนวโกฐ จะใช้ได้ดีในเรื่องของ หลอดเลือด กระเพาะ หัวใจ สมอง รวมทั้ง แก้ปวดท้อง และ ช่วยในการหลับ โดยทำให้นอนหลับได้ยาวนานมากขึ้น ขณะที่ ยาหอมอินทรจักร์ แก้คลื่นไส้ อาเจียนได้ดีกว่า ฉะนั้นจะเห็นว่ายาหอมทั้ง 2 ตำรับ มีฤทธิ์ตามที่ระบุไว้บนฉลาก ซึ่งตรงกับสรรพคุณที่ภูมิปัญญาบอกไว้จริง ตลอดจนไม่มีผลข้างเคียง และพิษเฉียบพลัน หากทานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือทานในจำนวนมาก”

ในส่วนของ ยาหอมเทพจิตร กับ ยาหอมทิพย์โอสถ แม้จะยังไม่ได้วิจัยแต่ถ้าหากดูจากสมุนไพรที่นำมาผสมแล้วไม่ได้ต่างกันมากนัก ตัวยาหลักจะเป็นโกฐทั้ง 9 เทียนทั้ง 9 รวมทั้งเกสรดอกไม้ เพียงแต่ว่า ยาหอมเทพจิตร จะมีดอกไม้และผิวส้มใส่เพิ่มเข้าไป ซึ่งในอินทรจักร์ และนวโกฐจะไม่มี โดยผิวส้มนี้จะช่วยในเรื่องของการคลื่นไส้ อาเจียนได้ และช่วยในการขับลม ช่วยในเรื่องของทางเดินอาหารได้ดี

ส่วน ยาหอมทิพย์โอสถ จะเห็นว่าตัวยามีน้อยกว่าตำรับอื่น ๆ พอสมควร แต่ก็ยังคงมียาหลักโกฐทั้ง 9 เทียนทั้ง 9 เหมือนกัน ซึ่งสรรพคุณหลัก ๆ ของสมุนไพรเหล่านี้จะช่วยในเรื่องของ แก้วิงเวียน คลื่นเหียน อาเจียน ได้

อาจารย์ประจำคณะเภสัชฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ยากที่สุดอย่างหนึ่ง คือ การทำสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยให้น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะในทัศนคติของแพทย์แผนปัจจุบันและผู้คนในยุคนี้

“เรื่องทัศนคติเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากที่จะเปลี่ยน ซึ่งจริง ๆ แล้ว ที่คนปัจจุบันยังไม่ค่อยยอมรับเพราะยังไม่มีงานวิจัยมาสนับสนุน แต่ตอนนี้ได้วิจัยออกมาแล้วซึ่งมีผลตรงตามที่ภูมิปัญญาได้บอกไว้จริง รวมทั้ง มีรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของยาเม็ดหรือสารสกัด โดยมีขนาดยาที่ถูกต้อง ทานง่ายไม่ยุ่งยากเหมือนในสมัยก่อน ซึ่งไม่แตกต่างจากยาในแผนปัจจุบัน”

สิ่งที่นักวิจัยผู้นี้อยากกล่าวถึงจากการวิจัย คือ ต้องยอมรับในภูมิปัญญาที่สะสมกันมาของไทย เพราะไม่มีประเทศใดที่เอาวัตถุดิบของสมุนไพรแต่ละชนิดมารวมกันเป็นสูตรได้ดีแบบนี้ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของไทย อย่างหนึ่ง จึงอยากให้ทุกคนเห็นถึงคุณค่าตรงนี้ นำภูมิ ปัญญาของบรรพบุรุษไทยมาใช้ เพราะในหลาย ๆ โรคไม่ใช่มีเพียงยาแผนปัจจุบันที่รักษาได้ เช่น คนที่เป็นลมมักนิยมใช้แอมโมเนียให้ดม แต่ถ้าทานยาหอมจะดีกว่าเพราะช่วยให้ทั้งระบบของร่างกาย ดีขึ้นไม่ใช่เพียงแค่ให้หาย เป็นลม วิงเวียน เท่านั้น

รวมทั้ง โรคที่ยังไม่มียาแผนปัจจุบันทดแทนได้ แต่สามารถใช้ยาหอมได้ เช่น เมื่ออยู่ในที่สูง ๆ ซึ่งมีอากาศน้อยมากทำให้เกิดอาการหน้ามืดได้ ตรงนี้ยาแผนปัจจุบันไม่มีตัวยาใดบ่งชี้ชัดเจนว่าช่วยบรรเทาอาการได้ แต่เมื่อทานยาหอมเข้าไปแล้วช่วยได้ทันที ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น

ถ้าคนไทยหันมาทาน ยาไทยไม่จำเป็นต้องเป็นยาหอมอย่างเดียว ตรงนี้จะช่วยในหลาย ๆ ด้าน ทั้ง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคม และที่สำคัญช่วยลดการนำเข้ายาแผนปัจจุบันจากต่างชาติ ได้จำนวนไม่น้อย อีกทั้ง คนในประเทศยังได้รับประโยชน์กันตั้งแต่ต้นน้ำ คนเก็บสมุนไพร ผู้ผลิต ไปจนถึงปลายน้ำที่เป็น ผู้บริโภค.

@@@@

มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 7

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับภาครัฐและเอกชน ขอเชิญเที่ยว งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 7 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “หอมกรุ่นทั่วไทย หอมไกลทั่วโลก” ภายในงานชมลานวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย 4 ภาค สวนสมุนไพรและพืชหอมที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันของคนไทยสมัยโบราณ การสาธิตเกี่ยวกับสมุนไพรหอม การทำยาหอม รวมทั้งยังมีการแจกพืชสมุนไพร สำหรับผู้ร่วมชมงาน เพื่อนำไปเพาะปลูกใช้แก้โรคต่าง ๆ อาทิ เชียงดา ขมิ้นชัน ว่านเปราะหอม ฯลฯ

ผู้สนใจเข้าร่วมชมงานได้ ระหว่างวันที่ 1-5 กันยายน 2553 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ.
ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ www.dailynews.co.th

9 UP Thailand ธุรกิจขายสินค้า ทุกอย่าง 20 บาท

| | 0 ความคิดเห็น |
ร้านประเภทนี้เราสามารถพบเห็นโดยทั่วไปตามสถานที่ต่างๆไปจนถึงงานเทศกาลต่างๆ หลายคน
คงเคยสงสัยว่า พ่อค้าแม่ค้า เหล่านี้เขาไปรับสินค้ามาจากแล้วขายราคาต่ำขนาดนี้ จะมีกำไรได้มากน้อยเพียงใด สำหรับทีกำลังมองหาอาชีพหรือต้องการมีธุรกิจเป็น
ของตนเองสักธุรกิจหนึ่ง ต้องบอกว่าวันนี้ธุรกิจประเภทขายสินค้าราคาประหยัด ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก
ยิ่ง เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนมาไม่มาก คือเพียงแค่ 4,500-10,000 บาท ขึ้นไป และที่น่าสนใจไปกว่านั้นสามารถทำกำไรจากการขายได้ 25-40 % เลยทีเดียว

“คุณอรอนงค์ ณ ระนอง” ผู้บริหาร 9 UP Thailand ศูนย์จำหน่ายสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งปลีก-ส่ง
ภายใต้คอนเซ็ปท์ “ทุกอย่าง 20 บาท “

มีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนอย่างหนาแน่นทุกวัน เธอจึงเกิดความสนใจและเริ่มหาข้อมูลแหล่งที่มาของสินค้าซึ่งเธอเห็นว่าสินคา
กลุ่มดังกล่าวถึงแม้จะมีราคาถก แต่คุณภาพและรูปลักษณ์ดูดีทีเดียว ไม่นานเธอก็ไดคำตอบว่าสินค้าเหล่านั้นนำเข้า
จากประเทศจีนโดยมีแหล่งกระจายสินค้าอยู่ในหลายพื้นที่ สินค้าเหล่านี้มีต้นทุนการผลิตต่ำจึงสามารถนำมาจำหน่ายใน
ราคา ถูก ได้เมื่อทราบถึงแหล่งกระจายสินค้าจึงลองรับมาขายดูปรากฏว่าลูกค้าให้การตอบรับดีมาก

โดยสินค้าที่เรานำมาขายส่งจะเลือกสินค้าประเภทที่มีคุณภาพ ใช้งานไต้จริงและเหมาะสมกับลูกค้าทุกกลุ่ม พ่อค้า
แม่ค้าที่เข้ามารับสินค้าจากเราต้องสามารถนำไปขายได้ทุกสถานที่ทุกเวลา และเมื่อความต้องการสินค้าประเภทนี้มีมากขึ้น
ดิฉันจึงตัดสินใจสร้างโกดังขนาดใหญ่เพื่อใช้เป็นจุดกระจายสินค้า รองรับความต้องการของลูกค้าที่เข้ามาจากทั่วประเทศ”
คุณออกล่าวสินค้าของ 9 UP Thailand’ มีให้เลือกรับไปจำหน่ายมากมายหลาย
ประเภท ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เครื่องเขียนเครื่องครัว พลาสติก เครื่องมือช่างสแตนเลส ขอเล่นเด็ก สินค้าพรีเมี่ยม ฯลฯ
โดยมีราคาขายล่งอยู่ที่ราคาประมาณ 14.50-15 บาท/ชิน (ขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้าที่เลือก) โดยสินค้าของที่นี่กว่า 90 %
เป็นสินค้านำเขาจากประเทศจีน ส่วน 10%ที่เหลือจะเป็นสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ

9 UP Thailand มีความโดดเด่นที่ความหลากหลายของสินค้า ที่สำคัญผู้ที่เข้ามารับสินค้าไปจำหน่ายสามารถเลือกซึ้อสินค้าได้ตามความพอใจ ไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้าแบบยกโหล/ยกลังสินค้าทุกรูปแบบสามารถเลือกคละสี คละแบบและคละชนิดสินค้าได้” ซึ่งเมื่อรับไปจำหน่ายลูกค้าสามารถตั้งราคาจำหน่าย
หน้าร้านได้ตั้งแต่ราคาชิ้นละ 20-25 บาทหรือหากมีไอเดียนำสินค้านำไปจัดขายเป็นชุด แล้วตั้งราคาจำหน่ายให้สูงขึ้นไปก็สามารถทำได้
“ทีผ่านมาพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ก็จะต้องไปหาซื้อสินค้าจากหลายแหล่งจำหน่ายกว่าจะได้สินค้าครบตามต้องการมาซื้อที่เรา มีสินค้าให้ครบทุก
ความต้องการ ซึ่งถ้าลูกค้าจะเล่นกลุ่มของราคา 20 บาท ที่นี่มีให้ด้วยราคาและคุณภาพของสินค้าทีทีสุด ส่วนราคาของสินค้าทีเราขายนั้นโดยทั่วไปเราจะส่งขั้นต่ำที
300 ชิ้น ขึ้นไป จะได้สินค้าใน
(สินค้าชิ้นละ 14.50-15 บาท) ส่วนสินค้าแบบยกลัง ราคาของขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้ากรณีของลูกค้าต่างจังหวัดยอดสั่งซื้อขั้นต่ำอยู่ที่ 1,000 ลูกค้าต้องเป็นผู้ชำระค่าขนส่งจากรับออร์เดอร์มาเราจะและจัดส่งให้ โดยสามารถคละ/สี ฯลฯ ได้ตามความ
ต้องการเห็นกำไรอย่างรวดเร็วก็แนะนำว่าควรลงทุนซื้อของเข้าร้านใหญ่หน่อยเพราะจะทำให้สินค้าดูหลากหลายและน่าซื้อยกตัวอย่างง่ายๆ รับสินค้าไป300 ชิน ในราคาชิ้นละ 15 บาท
รวมเป็นเงิน 4,500 บาท ก็สามารถทำได้แต่มันจะไม่เห็นกำไรชัดเจนเนื่องจากสินค้า 300 ชิ้น เขาจะมีกำไรอยู่ที่ชิ้นละ 5 บาทเท่ากับมีกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายรวม 1,500 บาทถามว่ากำไรเท่านี้ต่อวันอยู่ได้หรือเปล่า
ในความเป็นจริงเราต้องเข้าใจว่าของ 300 ชิ้น มันไม่สามารถขายได้หมดภายในวันเดียว ไหนต้องเสียค่าเช่าที่ ค่าจ้างพนักงานขาย ค่าน้ำมันรถ ฯลฯ อาจจะไม่คุ้มถ้าอยากได้กำไรจากการขายเป็นกอบเป็นคำแนะนำว่า ควรซื้อของเข้าร้านอย่างต่ำ 500 ชิ้น ซึ่งจะทำให้สินค้าดูหลากหลายจัดบ้านจัดประเภทของสินค้าดีๆ
รับรองได้ว่าูลูกค้าแน่นร้านแน่นอน สำหรับทำเลทองของธุรกิจทั้งร้าน 20 บาท ก็คือ ทำเลประเภท ตลาดนัด ห้างสรรพสินค้า แหล่งชุมชน ฯลฯ หากรู้จัก
เลือกสรรทำเลและรู้จักความต้องการของลูกค้าเป้าหมาย พร้อมกับรู้จักวิธีการบริหารจัดการร้านธุรกิจไปได้ดีแน่ๆ

ธุรกิจซื้อมา..ขายไป ประเภทนี้ยังมีอนาคตที่สดใสเนื่องจากเป็นสินค้าราคาถูกมีความหลากหลาย ซื้อแล้วไม่ร้สึกว่าเสียดายเงิน ทำให้มีลูกค้าเป็นจำนวนมาก
ของขายง่ายแป๊บเดียวก็หมด เพียงแต่ต้องรู้จักสรรหาสินค้าใหม่ๆ เข้ามาขาย ซึงทาง 9 UP Thailand ก็มีการพัฒนาเสาะหาสินค้าใหม่ๆ เข้ามาเป็นตัวเลือกให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ที่ยังไม่เคย
ทำธุรกิจประเภทนี้แต่สนใจอยากเข้ามาทำแนะนำว่าขั้นแรกให้สำรวจความพร้อมของตัวเอง จากนั้นถามตัวเองว่าอยากขายอะไรลูกค้าต้องการอะไร และ
ควรขายในทำเลไหน และหากต้องการคำ

สำหรับผู้ที่สนใจเยี่ยมชมสินค้าและหน้าราน “9 UP Thailand” สามารถติดต่อได้ที่ ร้าน “9 UP Thailand”ซึ่งอยู่ชั้นใต้ดิน ศูนย์การค้า เซียร์ รังสิตหรือหากต้องการรับสินค้าไปจำหน่าย
ติดต่อได้ที่ โทร.08-1822-0403, 08-63170578 (โกดัง)
หรือที่ http://www.upthailand.com/

"เนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ" การตลาด แบบ วิน-วิน

| 2553-08-28 | 0 ความคิดเห็น |
"จุดเริ่มต้นของโครงการนักชงมืออาชีพ เกิดจากวัฒนธรรมองค์กรที่ว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมฝังอยู่ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเนสท์เล่เรียกว่า Creating Shared Value"

ปัจจุบัน อาจเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า "เนสท์เล่" คือยักษ์ใหญ่แห่งวงการกาแฟสำเร็จรูป ซึ่งถึงแม้จะครองส่วนแบ่งการตลาดมากกว่าร้อยละ 80 และมีความแข็งแกร่งของแบรนด์อยู่ไม่น้อย แต่ธุรกิจข้ามชาติรายนี้ ไม่มีทีท่าจะยอมหยุดนิ่งง่ายๆ โครงการ "เนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ" หรือ Nescafe Street Barista (เนสกาแฟ สตรีท บาริสต้า) นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ของการพัฒนารูปแบบธุรกิจ เพื่อหวังผลในการขยายฐานลูกค้า จากคู่ค้ารายใหญ่ระดับโมเดิร์นเทรด มาเป็นผู้ประกอบการรายย่อย กลุ่ม "รถเข็น"แต่จะด้วยเพราะเหตุผลอะไร เหตุใดผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลก จึงลงมา "เล่น" กับผู้ค้าริมทาง ข้อมูลนับจากนี้คือคำตอบ ที่ "เส้นทางเศรษฐี" สรรหามาไว้ให้แล้วเป้าหมายหลัก

สร้างอาชีพรายย่อย "การหันมาให้ความสำคัญกับช่องทางรถเข็น ไม่ได้เน้นเพิ่มยอดขายผลิตภัณฑ์ หรือหวังผลแค่ผลกำไร แต่เราอยากสร้างอาชีพในระยะยาวให้กับผู้ประกอบการรายย่อย" คุณเวโรนิค ครีมาเดส ผู้อำนวยการบริหาร หน่วยธุรกิจ เนสท์เล่ โพรเฟชชันนัล ภูมิภาคอินโดไชน่า อธิบายเหตุผลสำคัญในการทำธุรกิจผ่านโครงการเนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ ก่อนบอกถึงวัตถุประสงค์หลักของโครงการดังกล่าวว่า เพื่อเป็นการสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ผู้ที่ว่างงานในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัว อีกทั้งยังเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่สนใจอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ด้วยเงินลงทุนที่ไม่สูงเกินไป "จุดเริ่มต้นของโครงการนักชงมืออาชีพ เกิดจากวัฒนธรรมองค์กรที่ว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมฝังอยู่ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเนสท์เล่เรียกว่า Creating Shared Value คือการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ และสามารถสร้างคุณค่าคนในสังคมและชุมชนไปพร้อมกัน" คุณเวโรนิค บอกอย่างนั้น ผู้อำนวยการบริหาร หน่วยธุรกิจ เนสท์เล่ โพรเฟชชันนัล ภูมิภาคอินโดไชน่า ย้อนความเป็นมาของโครงการเนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ ให้ฟังว่า เมื่อปี พ.ศ. 2549 ทางทีมงานทุกระดับของเนสท์เล่ โพรเฟชชันนัลฯ ได้ลงพื้นที่สำรวจตลาดเพื่อเก็บข้อมูล ศึกษาพฤติกรรม ความต้องการของผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยเชิญผู้ประกอบการรถเข็น มาแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ และความต้องการที่แท้จริงกันด้วย

กระทั่งมองเห็นช่องทางว่า "รถเข็นขายกาแฟ" ยังมีโอกาสในการขยายธุรกิจได้อีกมาก ดังนั้น ในปีต่อมา จึงเปิดตัวโครงการ "เนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ" อย่างเป็นทางการ จากวันนั้นถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 3 ปี มีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 7,000 ราย "หัวใจหลักที่ทำให้โครงการเนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ ประสบความสำเร็จ คือการรักษาคำมั่นสัญญา หลังจากที่ผู้ประกอบการเข้ามาอบรมกับทางโครงการแล้ว เรายังส่งพนักงานไปให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง หลายรายประสบความสำเร็จ จากเดิมเคยขายได้วันละ 60 แก้ว หลังจากอบรมกับโครงการ สามารถขายได้ถึงวันละ 300 แก้ว" คุณเวโรนิค เล่าด้วยสีหน้าภูมิใจสำหรับผู้ที่ต้องการจะประสบความสำเร็จด้วยการเข้าร่วมกับโครงการนี้ คุณเวโรนิค บอกว่า ไม่ยากเลย ด้วยเพราะทางเนสท์เล่ โพรเฟชชันนัลฯ พร้อมเป็นแรงสนับสนุน ขอเพียงแค่มีใจรัก มีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า และความตั้งใจจริงในการทำธุรกิจส่วนรูปแบบของการลงทุนนั้น

ล่าสุด มี 3 แบบให้เลือก คือ เคาน์เตอร์ ราคา 7,900 บาท รถเข็น 14,900 บาท และรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง 54,500 บาท ทุกแบบ มาพร้อมอุปกรณ์การขายที่จำเป็นครบชุด ทั้งยังจัดให้มีการฝึกอบรมให้แก่ผู้ขายให้รู้ถึงวิธีการผสมเครื่องดื่มที่ได้มาตรฐานเพื่อรสชาติที่ดีที่สุด นอกจากนี้ ยังมีทีมที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการร้าน เพื่อให้ผู้ลงทุนมีความพร้อมและมีความมั่นใจในการประกอบธุรกิจมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจตามโครงการเนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ นี้ไม่ใช่แฟรนไชส์ จึงไม่อนุญาตให้หากำไรจากการขายสินค้าอื่นๆ เช่น ซื้อไปหลายตัวแล้วจ้างคนอื่นขายแทน ทั้งนี้ เพราะเนสท์เล่ต้องการสนับสนุนคนที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตัวเองจริงๆนวัตกรรมล่าสุด

เนสท์เล่ สวีท ไทม์ และเพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้เข้าร่วมโครงการเนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ ได้เป็นเจ้าของธุรกิจได้ง่ายขึ้น คุณเวโรนิค เผยด้วยว่า ที่ผ่านมาทางเนสท์เล่ โพรเฟชชันนัลฯ ประสานกับทางภาครัฐ จนได้รับความอนุเคราะห์ด้านสินเชื่อเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน ฉะนั้น ผู้เข้าร่วมโครงการนี้ แต่ยังขาดเงินทุน จึงสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ไม่ยากอย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้น ที่ว่า ยักษ์ใหญ่แห่งวงการกาแฟสำเร็จรูปรายนี้ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนิ่งง่ายๆ เห็นจะไม่ใช่เรื่องเกินเลย เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการเปิดตัวสินค้าใหม่ ซึ่งเจ้าของผลิตภัณฑ์ภูมิใจนำเสนอว่า เป็นนวัตกรรมล่าสุด ซึ่งยังไม่มีใครทำมาก่อนเลยทีเดียว"เนสท์เล่ สวีท ไทม์ คือครีมเทียมข้นหวานชนิดผง นับเป็นนวัตกรรมความอร่อยล่าสุด จากเนท์เล่ โพรเฟชชันนัล ประเทศไทย ที่นำรสชาติหวานมัน เข้มข้นอันเป็นลักษณะเด่นของนมข้นหวาน มาแปรรูปเป็นแบบผง บรรจุลงในถุงขนาด 1 กิโลกรัม"

คุณเวโรนิค เกริ่นแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งผ่านการวิจัยมาแล้วอย่างเป็นระบบ ผู้บริหารระดับสูงของเนสท์เล่ฯ ท่านเดิม เล่าให้ฟังด้วยว่า เนสท์เล่ สวีท ไทม์ เป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการรถเข็นขายเครื่องดื่มและร้านกาแฟโดยตรง เพราะก่อนที่จะทำการผลิตออกมาวางจำหน่าย ได้มีการทำวิจัยถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการ จนพบว่า การใช้นมข้นหวานในการชงเครื่องดื่มนั้น มักเกิดปัญหาความไม่สะดวก การจัดเก็บ และความสะอาด ดังนั้น หากมีผลิตภัณฑ์ซึ่งให้รสชาติความกลมกล่อมไม่แพ้นมข้นหวาน แต่มีลักษณะการใช้งานที่สะดวกกว่า น่าจะเกิดผลดีกับผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ด้วยหลักการและเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นที่มาของ ครีมเทียมข้นหวานชนิดผง "เนสท์เล่ สวีท ไทม์""จุดเด่นของเนสท์เล่ สวีท ไทม์ นอกจากจะเพิ่มความหวานมันกลมกล่อมให้กับกาแฟและเครื่องดื่มชนิดต่างๆ แล้ว ยังช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการชงเครื่องดื่มให้แก่ผู้ประกอบการมืออาชีพทั้งหลาย เพราะรูปแบบของผง จึงไม่ทำให้เกิดความเหนียวเหนอะหนะ อีกทั้งยังเก็บรักษาง่าย สะดวกต่อการขนย้าย ประหยัด และคำนวณต้นทุนต่อแก้วได้ง่ายกว่า" คุณเวโรนิค บรรยายให้ฟังนอกเหนือจากความสะดวกสบายในการใช้แล้ว ความประหยัด ยังเป็นอีกหนึ่งความต้องการของผู้ประกอบการรถเข็นกาแฟ ในประเด็นนี้ คุณเวโรนิค มีข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า ด้วยลักษณะที่เป็นผง

ผู้ประกอบการสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ได้หมดถุง หากเหลือ สามารถเก็บไว้ได้ในภาชนะที่ปิดสนิท และด้วยราคาที่สมเหตุสมผล เนสท์เล่ สวีท ไทม์ จึงเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ ที่ผู้ประกอบการอาจกำลังมองหาเป็นทางเลือกใหม่ คุณเวโรนิค กล่าวต่ออีกว่า เนสท์เล่ สวีท ไทม์ ครีมเทียมข้นหวานชนิดผง นับเป็นนวัตกรรมที่ยังไม่เคยมีในตลาดมาก่อน และไทยเป็นประเทศแรกที่วางจำหน่าย ทาง เนสท์เล่ โพรเฟชชันนัลฯ จึงได้จัดทำสินค้าตัวอย่าง และคู่มือสูตรเครื่องดื่มที่มี เนสท์เล่ สวีท ไทม์ ครีมเทียมข้นหวานชนิดผง เป็นส่วนผสมให้กับผู้ประกอบการทุกคนที่ซื้อผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้นำไปปรับสูตรเครื่องดื่มของตนเอง นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์ส่งเสริมการขายที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กระป๋องบรรจุภัณฑ์ ผ้ากันเปื้อน และแก้วชงร้อน ผู้ประกอบการที่ซื้อผลิตภัณฑ์เนสท์เล่ สวีท ไทม์ ยังมีโอกาสได้เข้าร่วมอบรมการเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ ภายใต้โครงการ "เนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ" ที่จัดขึ้นทุกเดือนอีกด้วย ...............สินค้าขายได้ ผู้ผลิตแฮปปี้ ผู้ประกอบการรายย่อยมีกำไรและอาจยืนอยู่ได้ในระยะยาว นี่แหละ! กลยุทธ์การตลาด แบบ วิน-วิน...ของเนสท์เล่

ข้าวหมากสมุนไพร ภูมิปัญญาสร้างรวย

| 2553-08-26 | 0 ความคิดเห็น |
"การผลิตข้าวหมากขายส่งให้กับลูกค้าประจำที่นำไปจำหน่ายอีกทอด ต่อสัปดาห์คุณประวิตรใช้ข้าวเหนียวสำหรับทำข้าวหมากสูงราว 100 กิโลกรัม

และข้าวเหนียวสำหรับทำขนมข้าวหลามตัดอีกราว 40 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ คิดเป็นต้นทุนทั้งหมดต่อเดือนราว 40,000 บาท แต่เมื่อขายเป็นเม็ดเงินหักต้นทุนได้กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณเดือนละ 120,000 บาท"

ใครเคยรับประทานเมนูไทยแท้ชนิดหนึ่ง ทำจากข้าวเหนียว หมักได้ที่ รสชาติออกหวาน เป็นรสหวานที่ได้จากน้ำตาลซึ่งเกิดขึ้นโดยการหมักยีสต์อันเป็นส่วนผสมที่สำคัญในเมนูนี้

ที่เอ่ยถึงเป็นเมนูที่เรียกว่า "ข้าวหมาก" อันเป็นอาหารไทยที่มีมาแต่นมนาน สร้างขึ้นด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน มีส่วนผสมของยีสต์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ มีธาตุสังกะสีมาก ซึ่งคุณประโยชน์ของสังกะสีช่วยในการบำรุงเลือด ผิวพรรณสดใส ลดการเป็นสิวฝ้า โดยสมัยโบราณนิยมให้ "เด็ก" รับประทาน เพื่อส่งเสริมการเจริญอาหารในเด็กได้ด้วย

ภูมิปัญญาแต่ดั้งเดิมดีๆ เช่นนี้ หากต้องการรับประทานจัดเป็นเมนูที่หารับประทานได้ยาก มีจำหน่ายในบางจุดบางแห่ง แต่ที่สำคัญทราบได้หรือไม่อย่างไรว่าเป็นข้าวหมากที่ผลิตขึ้นโดยสมุนไพรแท้เช่นเดียวกับส่วนผสมในตำรับโบราณ เพราะปัจจุบันหลายต่อหลายครั้งที่สอบถามผู้ที่รับประทานข้าวหมากในปัจจุบัน เกือบทั้งหมดตอบถึงรสชาติเป็นเสียงเดียวกันว่า กลิ่นและรสชาติคล้ายแอลกอฮอล์ ทำให้ไม่ทราบว่ารสชาติที่แท้จริงของข้าวหมากโบราณเป็นอย่างไร

ใช้ลูกแป้งสมุนไพรแท้

พลิกสูตรข้าวหมากเอง

คุณประวิตร โพธิ์ทอง ชายวัย 40 ปีเศษ ช่วยให้คำตอบเรื่องของรสชาติข้าวหมาก จากประสบการณ์และความชอบเป็นการส่วนตัวในการรับประทานข้าวหมาก โดยบอกกับเราว่า รสชาติดั้งเดิมของข้าวหมากที่แท้จริง จะต้องไม่เปรี้ยว ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เมื่อรับประทานแล้วจะเกิดรสหวานติดลิ้น และไม่ทำให้เกิดอาการมึนเมา ซึ่งคุณประโยชน์ที่สำคัญมีมากมายหากรับประทานข้าวหมากแท้ แต่ปัจจุบันที่วางจำหน่ายหรือหาบเร่ขายเกือบทั้งหมดผลิตโดยมีส่วนผสมของ "สาโท" ซึ่งมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ทำให้ข้าวหมากมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว และผู้รับประทานบางรายเกิดอาการมึนเมา แต่ข้าวหมากแท้ในปัจจุบันหารับประทานได้ยาก ทำให้ความรู้จักในกลุ่มวัยรุ่นไม่แพร่หลาย ผู้ที่รู้จักและรับประทานข้าวหมากเป็นมีเพียงกลุ่มวัยทำงาน วัยกลางคน และผู้สูงอายุเท่านั้น

ที่ให้คุณประวิตรเป็นผู้ให้คำตอบเรื่องของข้าวหมาก เพราะชื่อ "ข้าวหมากสมุนไพร คุณประวิตร" เป็นที่รู้จักคุ้นเคยในหมู่ผู้สรรหาข้าวหมากสมุนไพรแท้ตามแบบฉบับโบราณมารับประทาน เพราะคุณประวิตรเคยเป็นผู้ขายข้าวหมากสมุนไพรหมุนเวียนในตลาดนัด 2 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร เพราะความแท้ของข้าวหมากทำให้การเติบโตในทางธุรกิจของข้าวหมากสมุนไพรของเขา เติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะเพียงไม่กี่เดือนหลังขายปลีก มีลูกค้าติดต่อขอซื้อในราคาส่ง เพื่อนำไปจำหน่ายต่ออีกทอด ทำให้ปัจจุบันหลังเริ่มกิจการเพียง 1 ปีเศษ คุณประวิตรผันตัวเองเป็นผู้ผลิตเพื่อจำหน่ายส่งเพียงอย่างเดียว เหตุผลหนึ่งคือ การออกขายข้าวหมากด้วยตนเองทำให้เสียเวลาในการทำข้าวหมาก อีกทั้งแรงงานที่ทำข้าวหมากมีเพียง 3 ชีวิตเท่านั้น

คุณประวิตร เล่าว่า เพราะในสมัยเด็กเขาชื่นชอบการรับประทานข้าวหมากเป็นชีวิตจิตใจ ภายหลังเมื่อก้าวสู่ชีวิตวัยทำงาน กลับหวนนึกถึงรสชาติข้าวหมาก ต่อเมื่อมีพ่อค้าหาบเร่นำมาขาย เมื่อซื้อรับประทานจึงทราบว่าไม่ใช่ข้าวหมากแท้ เป็นการผสมด้วยแอลกอฮอล์หรือสาโททำให้เกิดรสชาติของการหมักมากกว่า ตรงนี้เองเป็นประกายที่ทำให้คุณประวิตรคิดผลิตข้าวหมากสมุนไพรขึ้นเอง เพื่อให้ตนเองได้รับประทานข้าวหมากโบราณแท้ และเพื่อให้ผู้ที่ต้องการรับประทานข้าวหมากดั้งเดิมได้ลิ้มชิมรสด้วย

"ผมติดต่อญาติที่จังหวัดจันทบุรี ขอให้ทำลูกแป้งสมุนไพร ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักที่สำคัญที่ทำให้ข้าวเหนียวกลายเป็นข้าวหมาก เพราะจำได้ว่าการทำลูกแป้งต้องอาศัยความรู้ความชำนาญในการทำของคนสมัยก่อน ซึ่งลูกแป้งมีส่วนผสมของสมุนไพรหลายชนิดในสัดส่วนที่พอเหมาะ เมื่อได้ลูกแป้งมาแล้ว กรรมวิธีการทำข้าวหมาก ผมศึกษาด้วยตนเองจากหนังสือและทดลองทำ นำไปให้เพื่อนๆ และคนรู้จักรับประทาน ผลออกมาปรากฏว่า ทุกคนบอกว่า รสชาติดี อร่อย ไม่เหมือนข้าวหมากทั่วไป"

มั่นใจขายได้-รสชาติดี

เลือกพันธุ์ข้าวเหนียว "เขี้ยวงู"

คุณประวิตรพกความมั่นใจมาเต็มกระเป๋า เมื่อได้ลูกแป้งสมุนไพรและสูตรข้าวหมากที่ทดลองทำแล้วได้รับการตอบรับที่ดี จึงเริ่มมองตลาดและออกสำรวจแหล่งวัตถุดิบ โดยวัตถุดิบที่สำคัญและใช้ในปริมาณมาก คือ ใบตอง และ ข้าวเหนียว ท้ายที่สุดใบตองได้แหล่งซื้อในราคาไม่สูงนัก ส่วนข้าวเหนียว คุณประวิตรบอกอย่างไม่ปิดบังว่า ใช้ข้าวเหนียวพันธุ์เขี้ยวงู เพราะเป็นข้าวเหนียวพันธุ์ดี ไม่เละ มีความเหนียวนุ่ม สีนวลสวย แม้ราคาสูงพอสมควรแต่คุณประวิตรก็เลือกใช้ และทั้งหมดทำให้คุณประวิตรตั้งมั่นว่าจะทำออกขาย

ลองทำเลครั้งแรกได้ทำเลบริเวณตลาดนัดสมบัติพัฒนา ซอยอารีย์สัมพันธ์ เป็นแผงเช่าเล็กๆ ขนาด 1 ตารางเมตร ค่าเช่าวันละ 200 บาท ขายเฉพาะวันศุกร์ ระหว่างเวลา 11.00-13.00 น. และอีกทำเลเป็นแผงค้าเล็กๆ ในตลาดรวมยาง ย่านธนาคารแห่งประเทศไทย ขายเฉพาะวันอังคาร ช่วงเวลากลางวันเช่นกัน วางแผงวันแรกคุณประวิตรทำข้าวหมากไปจำนวน 200 ห่อ มีทั้งห่อใบตองและใส่ถุงพลาสติคเย็บปิดปากถุงอย่างดี ขายที่ 25 บาทต่อถุง ประดับด้วยดอกกล้วยไม้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นไทย ทั้งยังทำขนมข้าวหลามตัดไปวางขาย ที่อดีตผู้นิยมรับประทานข้าวหมากจะรับประทานข้าวหลามตัดควบคู่ไปด้วยอีก 1 ถาด ราคาขายอยู่ที่ 10 บาทต่อห่อ

ไม่น่าเชื่อว่า ประเดิมการขายครั้งแรก คุณประวิตรขายข้าวหมากหมดภายใน 4 ชั่วโมง เก็บแผงได้ตั้งแต่ยังไม่เที่ยง ก่อนผู้ค้าคนอื่นในตลาดทั้งหมด คิดต้นทุนกำไรแล้ว ได้กำไรสุทธิครั้งนั้นประมาณ 3,000 บาท

เมื่อถามถึงจุดขาย คุณประวิตรแน่ใจได้ว่า เพราะข้าวหมากของเขาเป็นของโบราณแท้ ทำจากสมุนไพรซึ่งเป็นส่วนผสมที่มีในลูกแป้ง และกรรมวิธีการผลิตข้าวหมากที่ระมัดระวังให้ได้รสชาติและคุณภาพอย่างดี ทำให้สินค้าขายหมดอย่างรวดเร็ว และในบางคราวคุณประวิตรพอมีเวลาเหลือจากการทำข้าวหมาก ทำน้ำข้าวหมากขาย เพราะทุกการหมักข้าวเหนียวจำนวน 1 กิโลกรัม จะได้น้ำข้าวหมากประมาณ 750 มิลลิลิตร คุณประโยชน์ของน้ำข้าวหมากสามารถนำไปปรุงอาหารแทนเครื่องปรุงอื่นได้ หรือในบางครั้งคุณประวิตรนำข้าวหมากมาตำละเอียดเป็นส่วนผสมทำข้าวหมากกุ้งหลน ขายในราคากระปุกละ 80 บาท เป็นการเพิ่มรายได้โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุน


ดันขายส่ง คุมการผลิต

เม็ดเงินเกินแสนต่อเดือน

จากการขายในตลาดนัด 2 แห่ง ซึ่งมีจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ และมีขาจรที่บางรายเดินทางไกลจากต่างจังหวัดเพื่อขอซื้อข้าวหมาก คุณประวิตรจึงขยายทำเลออกไปในตลาดนัดอีก 3 แห่ง ในวันจันทร์ พุธ และพฤหัสบดี รวมขาย 5 วันต่อสัปดาห์ ในตลาดนัดที่ไม่ซ้ำกัน

แต่หลังจากวางขายได้ราว 6 เดือน คุณประวิตรเริ่มประสบปัญหาการผลิต แม้จะรายได้ดี แต่การออกเร่ขายด้วยตนเองตลอดทั้ง 5 วัน ทำให้ภาคการผลิตใน 5 วันตกเป็นหน้าที่ของแม่และภรรยา ซึ่งแม้คุณประวิตรจะถ่ายทอดสูตรการทำข้าวหมากให้ แต่ขั้นตอนการห่อใบตองและเก็บใส่ถุงพลาสติคยังต้องใช้แรงงานที่มากกว่านี้ ประกอบกับมีผู้สนใจติดต่อขอซื้อจำนวนมากในราคาขายส่ง เพื่อนำไปจำหน่ายต่อ คุณประวิตรเห็นช่องทางจึงตัดสินใจเลิกเร่ขายในตลาดนัดทั้ง 5 แห่งของสัปดาห์ และผลิตส่งให้กับลูกค้าเพียง 2 รายที่ขายในตลาดรวมยางและตลาดสมบัติพัฒนาแทน

ทุกวันนี้ การผลิตข้าวหมากขายส่งให้กับลูกค้าประจำที่นำไปจำหน่ายอีกทอด ต่อสัปดาห์ คุณประวิตรใช้ข้าวเหนียวสำหรับทำข้าวหมากสูงราว 100 กิโลกรัม และข้าวเหนียวสำหรับทำขนมข้าวหลามตัดอีกราว 40 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ คิดเป็นต้นทุนทั้งหมดต่อเดือนราว 40,000 บาท แต่เมื่อขายเป็นเม็ดเงินหักต้นทุนได้กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณเดือนละ 120,000 บาท

"ข้าวหมากโบราณแท้รับประกันได้ว่า เป็นต้นตำรับที่ทำจากลูกแป้งสมุนไพรจริง ปัจจุบันทำขายมานานราวปีเศษ มีคนติดต่อขอให้สอนวิธีการทำข้าวหมาก จึงเปิดสอนให้กับผู้สนใจในราคาเพียง 4,500 บาท บอกขั้นตอนและเคล็ดลับทั้งหมดให้ ยกเว้นลูกแป้งข้าวหมาก โดยหากผู้เรียนจะนำไปผลิตขายขอให้ซื้อลูกแป้งข้าวหมากจากผมเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมามีคนมาเรียนและกลับไปทำขายมีรายได้เลี้ยงชีพแล้ว 1-2 ราย"

คุณประวิตรวางอนาคตข้าวหมากสมุนไพรไว้อย่างคร่าวๆ โดยเล็งเปิดหน้าร้านเป็นของตนเอง 1 แห่ง และมีรถเคลื่อนที่ขายข้าวหมากสมุนไพรอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นการขายตรงถึงผู้บริโภค ไม่ผ่านการขายส่งเหมือนทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นคงต้องเพิ่มแรงงานภาคการผลิต และปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์จากใบตองเป็นบรรจุภัณฑ์ประเภทอื่น เพื่อตัดปัญหาใบตองขาดแคลนที่อาจเกิดขึ้นได้อนาคต

ช่วงท้ายคุณประวิตรฝากถึงผู้ที่นิยมชมชอบข้าวหมากสมุนไพรของแท้ หากต้องการสั่งในปริมาณมาก ขอให้แจ้งล่วงหน้า เพราะการผลิตข้าวหมากต้องใช้เวลานานถึง 2 วัน หรือหากต้องการสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับข้าวหมากสมุนไพรของเขา คุณประวิตรยินดีตอบในทุกข้อซักถาม


ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตและจำหน่ายข้าวหมากสมุนไพร

ชื่อกิจการ ข้าวหมากสมุนไพร คุณประวิตร

ลักษณะกิจการ เจ้าของคนเดียว

เจ้าของกิจการ คุณประวิตร โพธิ์ทอง

เงินลงทุน หลักพันถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นกับจำนวนการผลิต

วัตถุดิบหลัก ลูกแป้งข้าวหมาก ข้าวเหนียว ใบตอง

รูปแบบการขาย ขายส่ง

แหล่งซื้อวัตถุดิบ เฉพาะลูกแป้งสั่งตรงจากจังหวัดจันทบุรี

ทำเล ตลาด หรือแหล่งชุมชน

รายจ่ายซื้อวัตถุดิบต่อเดือน 40,000-45,000 บาท

พนักงาน 3 คน

รายได้ต่อเดือน 100,000-120,000 บาท

ยอดการผลิต ข้าวเหนียว 140 กิโลกรัมต่อสัปดาห์

จุดเด่นของสินค้า ข้าวหมากสมุนไพรโบราณแท้

สถานที่ตั้ง เลขที่ 72/115 หมู่บ้านพระปิ่น 2 ถนนศาลาธรรมสพน์ แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ

โทรศัพท์ (081) 830-4447 และ (082) 290-3959

ข้อมูล เส้นทางเศรษฐี
ภาพประกอบ จากอินเตอร์เน็ต

10ร้าน 10รส คนบันเทิงทำมาหากิน

| | 0 ความคิดเห็น |
อาชีพดารา นักร้อง นักแสดง ถือเป็นอาชีพที่ใครๆ ก็ใฝ่ฝันอยากเข้าไปสัมผัส เพราะในสายตาของคนทั่วไปแล้วมองว่าอาชีพนี้นอกจากจะได้แต่งตัวสวย เป็นผู้นำแฟชั่น เป็นไอดอลของเด็กและเยาวชนแล้วยังมีรายได้ที่งดงามตามมาด้วย

แต่ทว่าในความเป็นจริง อาชีพที่ขายหน้าตา ขายเสียงนั้น แทบไม่มีความจีรังยั่งยืน
เพราะทุกปีจะมีคนที่ใหม่กว่า สดกว่าก้าวขึ้นมาประชันฝีมือบนเวทีแห่งนี้ตลอด สปอตไลต์ที่เคยสาดส่องก็เริ่มจะเปลี่ยนทิศ ดังนั้นเมื่อเริ่มมีชื่อเสียง เริ่มเก็บหอมรอมริบเงินได้ก้อนหนึ่ง บรรดาคนบันเทิงก็นิยมเปิดกิจการเป็นของตนเองเพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิตวันข้างหน้าในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปคนบันเทิงมีวิธีคิดในการเลือกประกอบอาชีพที่สองอย่างไร แล้วแต่ละคนประสบความสำเร็จแค่ไหน เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของแฟนคนบันเทิงอย่างยิ่ง

ในงาน พลังสร้างไทย พลังใจสร้างอาชีพ ที่ M-150 ได้จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้เพื่อช่วยลดวิกฤตคนว่างงาน จึงไม่เพียงแต่จัดพื้นที่ส่วนหนึ่งให้กับสินค้าโอท็อปทั่วประเทศนำสินค้ามาร่วมแสดงแล้วยังกันพื้นที่ส่วนหนึ่งให้กับเหล่านักร้อง นักแสดง ที่ได้ประกอบอาชีพอิสระมาร่วมออกบูทประชันลีลาการผลิตสินค้าและขายสินค้า เรียกให้ผู้สนใจอยากกระทบไหล่คนบันเทิงกันแบบใกล้ชิดได้เดินเข้ามาร่วมงาน

นานๆ คนบันเทิงจะได้มีโอกาสมารวมตัวกันออกร้าน งานนี้จึงมีทั้งผู้ที่ใคร่ชิมสินค้า ผู้ที่ใคร่ถ่ายรูปพูดคุยกับดารา และผู้ที่สนใจอาชีพอิสระเข้าไปร่วมงานอย่างคึกคัก


วีเจ จ๋า-ไอศกรีมโอลูรี่
ร้านแรกไอศกรีม "โอลูรี่" ชื่อร้านเป็นภาษาฮาวาย เจ้าของไม่ใช่ใครอื่น เป็นของ VJ จ๋า "ณัฐฐาวีรานุช ทองมี"

ความหมายของชื่อร้าน คือ การเขย่า (shake) เหมือนกับการผสมเครื่องดื่มนั่นเอง

"จ๋า" บอกว่า "ชีวิตคนเราอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ วันนี้มีเงินพรุ่งนี้ก็อาจจะหมดได้ เราจึงต้องพยายามหาเส้นทางที่ทำให้ตัวเองอยู่รอดให้ได้"

ข้อคิดง่ายๆ แต่ได้ใจของสาว "จ๋า" บอกเล่าถึงที่มาที่ไปของการก้าวเข้ามาจับธุรกิจนี้ได้อย่างชัดเจน

แต่อย่างไรก็ตาม "จ๋า" ยังบอกอีกว่า "ช่วงเศรษฐกิจอย่างนี้ ร้านโอลูรี่ ก็ได้รับผลกระทบบ้างแต่ไม่มากนัก เพราะคนมีการใช้จ่ายน้อยลงแต่สินค้าประเภทอาหารเครื่องดื่มมีราคาไม่แพงมาก เรียกว่าราคาน่ารักๆ พอคุยกันจึงทำให้คนมีการจับจ่ายใช้สอยอยู่เรื่อยๆ"

"ร้านโอลูรี่" มีไอศกรีมหลากหลายรสที่บางส่วนมีการดัดแปลงสูตรมาทำบ้าง บางสูตรทาง "ร้านโอลูรี่" ก็มีการคิดค้นขึ้นเองด้วย อย่างเช่น สูตรสตรอว์เบอร์รี่สมูทตี้ แต่ที่เด็ดสุดของร้านนี้ที่แนะนำผ่านประชาชาติธุรกิจมา คือ ไอศกรีมโมจิ สีสวยน่ารัก เรียกว่าอร่อยแบบ VJ จ๋า ต้องที่โอลูรี่เท่านั้น


หนุ่มแทน-ลูกชิ้นดาวร้าย

มาถึงร้านที่สองใช้ชื่อแบรนด์แบบบู๊ๆ ว่า "ลูกชิ้นดาวร้าย" เป็นของ ฐิติ พุ่มอ่อน หรือ "หนุ่มแทน" ดาวร้ายหน้าหล่อที่มีอีกด้านที่น่ารักเหมือนกัน

"แทน" บอกว่า "แบรนด์ลูกชิ้นดาวร้ายทำมาได้เกือบ 2 ปี ทุกวันนี้คนเริ่มรู้จักกันมากขึ้น สาเหตุที่มีลูกชิ้นดาวร้ายก็เพราะ เห็นว่ามี "ลูกชิ้นปู-เด๋อ" ก็เลยลองทำลูกชิ้นดาวร้ายขึ้นมาบ้าง" ช่างเป็นชื่อร้านที่เหมาะเจาะกับรูปลักษณ์ของเจ้าของร้านมากเลย

"แทน" บอกถึงความพิเศษของลูกชิ้นดาวร้ายที่โดดเด่นแตกต่างจากยี่ห้ออื่นๆ ว่า เป็นลูกชิ้นที่ชาวมุสลิมสามารถซื้อทานได้ด้วย และถ้าจะทานให้อร่อยมีสูตรว่าต้องทานคู่กับน้ำจิ้มนางเอกของทางร้าน ที่สำคัญลูกชิ้นดาวร้ายใช้วัตถุดิบอย่างดีไม่มีผสมแป้งเพื่อลดต้นทุน

"แทน" แอบกระซิบบอกว่า น้ำจิ้มของลูกชิ้นดาวร้ายได้รวมนางเอกไว้ครบทุกรส ทั้งรสหวาน รสเปรี้ยว รสเผ็ด ดังนั้นจึงเป็นสูตรเด็ดที่อร่อยไม่เหมือนใคร


ติ๊ก ชีโร่-โดนัท โด ดี โด
ร้านที่สาม อร่อยแบบหวานๆ กับร้าน "โดนัท โด ดี โด" โดนัทแป้งดีของนักร้องหนุ่มอารมณ์ดี โต้ ชีริ๊ก "ติ๊ก ชีโร่"

ร้านนี้เจ้าของร้านเลือกใช้โทนสีเขียวเป็นสัญลักษณ์ ทุกครั้งที่ต้องไปยืนเป็นพรีเซ็นเตอร์หน้าร้าน ติ๊ก ชีโร่ จึงต้องใส่สีเขียวทั้งชุด เพื่อให้กลมกลืน ทั้งกล่อง ทั้งถุงใส่ขนมร้านนี้ก็ยังใช้กระดาษเป็นสีเขียว ไม่ต้องพูดถึงพนักงานขายหน้าร้านอย่างไรหนีไม่พ้นต้องแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยชุดเสื้อสีเขียว

เรียกว่าเขียวทั้งร้าน เพราะคอนเซ็ปต์เขาวางไว้อย่างนี้

"ติ๊ก ชีโร่" ให้เหตุผลแบบอินเทรนด์ว่า เพื่อร่วมด้วยช่วยกันรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนที่กำลังเป็นปัญหามาแรงจึงนำเสนอทุกอย่างเป็นแพ็กเกจสีเขียว

โดนัทแบรนด์โด ดี โดนี้ถือเป็นอีกธุรกิจที่ประสบความสำเร็จค่อนข้างสูง เพราะเปิดมายังไม่ถึงปี ปัจจุบันมีทั้งหมดเกือบ 10 แห่ง โดยไม่ได้ขายแฟรนไชส์ให้กับที่อื่น เรียกว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้จากการขายสินค้าเข้ากระเป๋าพี่ติ๊กคนเดียว

ติ๊กเล่าให้ฟังว่า โดนัทในร้านเป็นสูตรที่คิดขึ้นมาเองเพราะเห็นว่าคนเดี๋ยวนี้เริ่มรักษาสุขภาพของตัวเองแล้วหันมาใส่ใจกับเรื่องของอาหารการกินกันมากขึ้น ทางร้านจึงเลือกใช้สูตรแป้งที่มีน้ำตาลน้อย (low sugar) เพื่อตอบโจทย์สาวๆ ที่ห่วงรูปร่างของตัวเองก็สามารถทานได้อย่างสบายหายห่วง โดยมีเมนูให้เลือก 40 กว่ารสชาติ แต่รสชาติที่ฮิตที่สุดพนักงานขายหน้าร้านกระซิบบอกมา คือ โดนัทตุ๊กตาหน้ายิ้ม และเค้กแยมจุด ที่เห็นเป็นรูปการ์ตูนติดอยู่ที่ถุงใส่ขนม และสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนเลือกเดินเข้าร้านโดนัท โด ดี โด กันอย่างเนืองแน่นก็เพราะสินค้าของร้านแห่งนี้ผลิตกันใหม่สดทุกวัน การันตีว่าไม่มีของค้างคืน

ใครอยากลิ้มรสโดนัทในสไตล์ช่วยลดโลกร้อนว่าเป็นอย่างไร ก็แวะกันไปได้ที่ร้าน "โดนัท โด ดี โด" ที่กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ทั้งแฟชั่นไอส์แลนด์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และที่อื่นๆ อีกมากมาย

หนุ่มเอ-ปลาดุกฟู
เดินมาถึงร้านที่สี่ ไม่แวะก็คงไม่ได้ ร้านนี้เป็นของ "หนุ่มเอ เชิญยิ้ม" ขายยำปลาดุกฟู ตั้งชื่อร้านแบบน่ารักๆ ว่า "ฟู๊ ฟู เอเชิญยิ้ม"

กรรมวิธีในการทำยำปลาดุกฟูดูเหมือนจะง่ายๆ แต่หนุ่มเอบอกว่าไม่หมูเหมือนกัน กว่าจะได้อาหารรสเลิศมาเสิร์ฟผู้บริโภคต้องคัดปลาอย่างดีนำมาต้มจนสุกแล้วลอกเอาเฉพาะเนื้อของปลาแล้วนำมาปั่นให้ละเอียดจนเข้ากันดีแล้ว จากนั้นนำมาทอดในน้ำมันที่เดือดจนเหลืองกรอบ ซึ่งที่ร้านจะใช้เนื้อปลาล้วนๆ ไม่ผสมแป้งจึงมีความกรอบนอกนุ่มใน เวลาทานเข้าไปแล้วจะเหมือนเส้นสายไหมที่เป็นขนมหวาน

เรียกว่ากว่าจะมาเป็นยำปลาดุก ฟู๊ ฟู ได้ก็ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน เสียปลาดุกฟรีไปหลายกิโลกรัม เพราะครั้งแรกที่ทำออกมาหน้าตาเป็นยำปลาดุกแฟบ ต้องพัฒนาสูตรกันอยู่นาน พยายามหากรรมวิธีจนกลายมาเป็นยำปลาดุกฟูในแบบที่น่ารับประทานเช่นปัจจุบัน

หลายวันอาจจะยังไม่รู้ว่า ทำไมหนอหนุ่มเอจึงเลือกขายปลาดุกฟู มันอินเทรนด์ ตรงไหน เมื่อสอบถามพนักงานได้รับคำตอบว่า การที่หนุ่ม "เอ" เลือกทำยำปลาดุกเพราะส่วนหนึ่งเป็นคนอิสลาม เห็นหน้าตาหล่อตี๋แบบนี้ไม่บอกไม่รู้เลยนะนี่ว่ามีเชื้อ

จะว่าไปแล้วตอนนี้ฟู๊ ฟูก็เฟื่องฟูไม่น้อยกว่าธุรกิจของคนบันเทิงคนอื่นๆ เพราะมีร้านแฟรนไชส์ถึง 10 แห่งแล้ว แถมยังมีรับจัดงานเลี้ยงนอกสถานที่อีกด้วย

ตี๋ ดอกสะเดา-ไอศกรีมทอด
ร้านที่ห้า เห็นแล้วต้องแปลกใจ แค่ชื่อร้าน "ไอศกรีมทอด ตี๋ ดอกสะเดา" ก็ทำให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาตั้งคำถามแล้วว่า หน้าตามันเป็นอย่างไร ยิ่งเห็นคำเชิญชวนที่ว่า อร่อยขึ้นตา มีให้เลือก 5 รสชาติ ยิ่งเพิ่มข้อสังสัยต้องเดินเข้าไปสอบถาม

"หนุ่มตี๋" คุยด้วยน้ำเสียงที่เป็นกันเองว่า ทำตรงนี้มาได้ 2 ปีแล้ว ธุรกิจมีขึ้นมีลงบ้างตามสภาพเศรษฐกิจของสังคม แต่ก็พออยู่ได้ในระดับหนึ่ง ตอนนี้มีแฟรนไชส์ทั้งหมด 167 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศทั้งในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ต่างจังหวัด โดยเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าทั้งเด็กและผู้ใหญ่

และที่เลือกทำธุรกิจนี้เพราะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ชอบทานของแปลก ไอศกรีมเย็นๆ ทอดในความร้อนที่สูงแต่ไม่ละลาย ถือเป็นของหวานอีกชนิดที่ช่วยคลายร้อนได้ดี

เมื่อถามของเรื่องอุปสรรคในการทำงาน "หนุ่มตี๋" บอกว่าก็มีบ้าง อย่างเช่นปัญหาการเจาะตลาดหรือแหล่งที่ขายว่าจะทำอย่างไรให้สินค้าเป็นที่รู้จักของตลาด

"หนุ่มตี๋" แม้จะเลือกอาชีพตลกเป็นอาชีพหลัก แต่ชีวิตจริงที่ไม่สามารถเรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดเวลา เขาจึงต้องหาอาชีพเสริมเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตอีกทางหนึ่ง

จอน ม๊กจ๊ก-น้ำพริกสู้ชีวิต
ร้านที่หก ไม่ลองไม่รู้กับ น้ำพริกสู้ชีวิต ของตลกสาวแคระสู้ชีวิต จอน ม๊กจ๊ก ลิ้มรสแล้วอร่อยไม่แพ้เจ้าอื่น
ถ้าจะพูดถึงชีวิตของหญิงเหล็กคนหนึ่งที่เศร้าและทุกข์ไม่แพ้เรื่องราวในละครไทย แต่เธอก็ไม่เคยท้อกับชีวิตที่บางครั้งต้องนั่งร้องไห้เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะสุดท้ายเธอเลือกที่จะให้กำลังใจตัวเองด้วยการลุกขึ้นสู้ใหม่เสมอ

แม้ในสายตาหลายคนจะมองเธอว่าเป็นตลกตกอับ แต่ "จอน" บอกว่า "ไม่ใส่ใจกับคำพูดเหล่านั้นแต่พยายามทำทุกอย่างด้วยน้ำพักน้ำแรงที่ตัวเองมี เพราะสิ่งที่ทำอยู่มันไม่ใช่การตกอับแต่มันเป็นเรื่องของการสร้างอาชีพเสริมให้กับตัวเอง หากพรุ่งนี้ไม่มีงานตลก แต่ก็ยังมีน้ำพริกให้ขาย ที่สำคัญสิ่งที่ทำไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนทุกการกระทำ ทุกความตั้งใจเพื่อความอยู่รอดเหมือนกับทุกๆ ชีวิตในสังคม"

"จอน" บอกว่า ทำ "น้ำพริกสู้ชีวิต" มาได้ 2 ปีกว่าแล้ว ชีวิตพออยู่ได้ ที่สำคัญยังได้กำลังใจดีๆ จากคนรอบข้างเสมอ การทำน้ำพริกตอนนี้ก็ไม่ลำบากมากเพราะมีลูกมือช่วยทำ 2-3 คน เป็นน้ำพริกที่ไม่ผสมสารกันบูด คิดเอง ทำเอง ทุกขั้นตอน


อิทธิ พลางกูร-ไก่ทอดเก็บตะวัน
ร้านที่เจ็ด อิ่มอร่อยแบบทอดๆ กับ "รานไก่ทอดเก็บตะวัน ของ ครอบครัวอิทธิ พลางกูร

แค่เห็นชื่อร้านไก่ทอดก็ต้องนึกถึงเพลงเก็บตะวันที่พี่อิทธิ พลางกูร เคยร้องเอาไว้ เพราะเพลงนี้ไม่เพียงแต่มีเนื้อหากินใจ เสียงของนักร้องยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้ผู้ฟังอินทุกครั้งที่เสียงเพลงนี้ลอยมาตามสายลม

ครอบครัวของคุณอิทธิ พลางกูร บอกว่า "ไก่ทอดเก็บตะวันทำผ่านมาได้ 1 ปีแล้ว เหตุผลที่เลือกทำไก่ทอดเก็บตะวันเพราะทางครอบครัวชอบทานไก่ทอดเป็นอาหารหลักของบ้าน เมื่อก่อนเวลาเดินทางไปไหนก็จะมีข้าวเหนียวไก่ทอดไปทานด้วยทุกครั้งแล้วก็อยากจะแบ่งปันความอร่อยให้กับคนอื่นบ้าง"

ในวันที่คิดจะเปิดกิจการนี้ก็มานั่งคิดกันว่าจะตั้งชื่อร้านว่าอะไรดี สุดท้ายก็มาสรุปที่ร้านไก่ทอดเก็บตะวัน ซึ่งอิทธิ พลางกูร เป็นคนตั้งเอง ซึ่งทางร้านก็ไม่ได้มีแค่ไก่ทอดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีปูจ๊อ หอยจ๊อ ปูจ๋า กุ้งพันอ้อย และเร็วๆ นี้จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ชื่อว่า "น้ำพริกยังจำไว้" ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของครอบครัวพลางกูร ไม่ใส่ผงชูรสและสารกันบูด

เจ้าของร้านบอกว่า ร้านนี้ไม่เหมือนร้านไก่สูตรอื่นๆ เพราะใช้สูตรพิเศษในการหมักไก่ทำให้รสชาติดี

ถ้าใครติดใจรสชาติก็ต้องคอยติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด เพราะร้านนี้ไม่เพียงแต่ไม่มีแฟรนไชส์ ไม่มีสาขาแล้ว ยังไม่ได้เปิดขายเป็นประจำทุกวัน แต่จะเปิดเฉพาะในช่วงออกงานต่างๆ เท่านั้น


ตาโย่ง-น้ำพริก ร้านที่แปด อร่อยแบบไทยๆ กับ น้ำพริกตาโย่ง

แค่ได้ยินชื่อน้ำพริก หน้าของตลกโย่ง ก็ลอยมาทันที

น้ำพริกตาโย่งเป็นอย่างไร น้าโย่งบอกว่า "น้ำพริกแบรนด์นี้ทำมาได้เกือบ 8 ปีแล้ว เริ่มจากที่ตอนแรกก็ทำอาชีพตลกเพียงอย่างเดียว แต่ก็เริ่มมาคิดได้ว่าวันนี้มีคนดูเรา แต่วันพรุ่งนี้อาจจะไม่มีคนดูก็ได้ เพราะชีวิตคนเราไม่มีอะไรที่ยั่งยืนจึงคิดทำธุรกิจเสริม แต่ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี แต่ก็พยายามคิดจากสิ่งที่มีที่ทำอยู่ในชีวิตประจำวัน และด้วยความที่บ้านทำน้ำพริกอร่อย ประกอบกับตัวเองชอบรับประทานน้ำพริกอยู่แล้ว บางครั้งก็ห่อไปรับประทานที่ทำงานแล้วก็แบ่งปันให้กับเพื่อนๆ ที่ทำงานรับประทานด้วย หลายๆ คนก็ชมว่าอร่อยก็เลยคิดขึ้นมาได้เลยว่าน่าจะลองทำน้ำพริกดู

ถ้าใครชอบรับประทานน้ำพริกจะรู้ว่าในท้องตลาดนั้นมีแต่น้ำพริกของยอดคุณแม่ทั้งนั้น ทั้งแม่ประนอม แม่บุญเรือง พอน้ำพริกตาโย่งออกมาเปิดตลาด หลายคนจึงอยากลิ้มชิมรสดูสักครั้ง

น้าโย่งบอกว่า น้ำพริกนี้เป็นน้ำพริกผู้ชายรายแรกของไทยถึงแม้จะมีแบรนด์อื่นตามมาก็ตาม แต่จนถึงทุกวันนี้แม้จะเจอกับพิษเศรษฐกิจบ้างก็ไม่ได้รับผลกระทบ มากมายเพราะเป็นธุรกิจขนาดย่อมที่มีการลงทุนไม่มาก แต่ก็ต้องขยันมากขึ้นเพื่อให้อยู่ได้ แถมยังได้ลูกสาวสุดที่รักมาช่วยดูแลในเรื่องของการตลาดด้วยจึงทำให้ทั่วทุกภาคของไทยมีน้ำพริกตาโย่งขายอยู่ทั่ว

และที่น่าสนใจคือ ตอนนี้มีถึงสิบสูตรเป็นสูตรที่คิดเองทำเองจากคนที่บ้าน ตอนแรกก็ใช้พื้นที่ที่บ้านทำแต่ก็เริ่มขยับขยายจนตอนนี้ต้องผลิตในโรงงาน ตอนแรกที่ทำคิดแค่ว่าคงจะขายได้ หรือขายได้เพราะหน้าตา ชื่อเสียง ที่อยู่ข้างกระปุก แต่เมื่อคนซื้อกลับมาซื้ออีกครั้งที่ 2-3 เราก็รู้สึกชื่นใจว่าของเราก็ยังอร่อย

สำหรับอาชีพตลกน้าโย่งบอกว่า ก็ยังรักไม่เปลี่ยนเพราะน้าโย่งรักในสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตมีอย่างทุกวันนี้ เรื่องเงินไม่สำคัญขอให้ได้เล่นตลกให้คนหัวเราะมีความสุขเป็นใช้ได้

ลูกชิ้นหมู ปู + เด๋อ
ร้านที่เก้า ชื่อนี้แทบไม่มีใครรู้จัก เดินไปตลาดไหนก็เจอ ลูกชิ้นหมู ปู + เด๋อ

จุดเริ่มต้นของ "ลูกชิ้นหมู ปู + เด๋อ" กล่าวขานกันว่า มาจากในช่วงตั้งครรภ์ "ปู" (กนกวรรณ บุรานนท์) ว่างไม่ได้รับงานแสดงหรือโชว์ตัวใดๆ ทำให้เกิดความคิดที่ต้องการจะมีอาชีพอื่นเพื่อรองรับอาชีพนักแสดงที่อาจจะลดน้อยลงในอนาคต ซึ่งการที่เลือกขายลูกชิ้นมาจากในช่วงงานกาชาดทุกปีจะเชิญนักแสดงไปร่วมออกบูทขายสินค้าเพื่อสร้างสีสันให้กับงาน และในปีนั้นได้เลือกขายลูกชิ้นปรากฏว่าสามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดี

จากจุดตรงนี้เองที่เป็นตัวจุดประกายให้เกิดธุรกิจลูกชิ้นหมู ปู + เด๋อ ที่ได้รับความนิยมในวันนี้

"ลูกชิ้นที่นำมาขายช่วงแรกนั้นรับมาขายอีกที่หนึ่งยังไม่ได้ทำเองเหมือนในปัจจุบัน ส่วนสูตรในการทำก็พยายามพัฒนาและลองผิดลองถูกด้วยตัวเองได้สูตรอะไรมาก็ทดลองทำหมด หมูหมดไปหลายกิโลเหมือนกันกว่าจะได้ "ลูกชิ้นหมู ปู + เด๋อ" ที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน เจ้าของร้านเล่าให้ฟังและบอกต่ออีกว่า ทาง "ปู" และ "คุณเด๋อ" ตั้งใจไว้ว่าจะยึดธุรกิจนี้เป็นอาชีพหลักต่อไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน เพราะการเป็นนักแสดงไม่สามารถสืบทอดต่อไปจนถึงรุ่นลูกได้ แต่การสร้างธุรกิจของเราเองสามารถสร้างอาชีพให้แก่ลูกต่อไปได้ในอนาคต

จุดเริ่มต้นในตอนแรกแม้ว่าจะเหนื่อยมาก ทั้ง "ปู" และ "คุณเด๋อ" เพราะทั้งคู่มักจะออกมาขายและแนะนำสินค้าด้วยตัวเองเสมอ เพื่อให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป แต่ทั้งสองคนก็ยังได้เปรียบคนอื่นๆ ตรงที่เป็นนักแสดงทำให้ได้รับความสนใจจากลูกค้า ทั่วทุกสารทิศ หลังจากลูกค้าคนหนึ่งได้ชิมก็บอกต่อ แล้วมีการกลับมาซื้อครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ยอดขายจึงพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

แม้ว่าความเป็นดารา นักแสดงจะเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้การขายสินค้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ปูกับเด๋อก็เชื่อว่าสุดท้ายสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการทำธุรกิจอาหาร คือ ความใส่ใจในรสชาติ และขั้นตอนการผลิต เพราะอยากให้ลูกค้าได้สิ่งที่ดีที่สุด

ถั่วแระ เชิญยิ้ม-ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ
มากันที่ร้านสุดท้าย ร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำของนายกสมาคมตลกอย่าง ถั่วแระ เชิญยิ้ม ที่ขายหมดก่อนใครเพื่อน แสดงว่าของเขาดีจริงๆ ไม่รู้ว่าหนุ่มเคราแพะ ถั่วแระ เชิญยิ้ม ใช้สูตรพิเศษอะไรในการทำน้ำซุปถึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า หรือว่ามีคาถาดีเรียกคนเข้าร้าน

หลังจากเดินสำรวจแล้วพบแต่ตู้เปล่าๆ เลยหมดโอกาสหาคำตอบมาฝากผู้อ่าน เอาไว้คราวหน้าปะหน้าถั่วแระจะรีบไขปริศนานี้ทันที

ทั้งหมดคือตัวอย่างของ "คนบันเทิง" ที่ไม่ได้ติดอยู่กับความรุ่งโรจน์ในปัจจุบัน แต่มองไปถึงอนาคตว่าจะอยู่อย่างไรอย่างมั่นคงและมีความสุข

อาชีพอิสระที่เหล่าคนบันเทิงเลือกทำจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกหรือแผนสำรองในการใช้ชีวิตที่ตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน

http://women.sanook.com/work/108jobs/108jobs_55192.php

ภาพประกอบจาก Internet

SMEs คืออะไร ?

| 2553-08-18 | 0 ความคิดเห็น |
เกี่ยวกับ SMEs
ปัจจุบันนี้ เราจะเห็นว่ามีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับโครงการช่วยเหลือ SMEs ของไทยมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ครั้งระบบเศรษฐกิจของไทยเราประสบกับปัญหาวิกฤติ ทำให้ธุรกิจทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่จำนวนมากมายที่ต้องล้มเลิกกิจการไป แต่มีธุรกิจอยู่ประเภทหนึ่งที่รัฐบาลพยายามจะสนับสนุนให้อยู่รอด โดยเริ่มการสนับสุนอย่างจริงจังมาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน ๆ มีท่านอดีตรํฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม คุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และท่านอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม คืออาจารย์มนู เลียวไพโรจน์ ซึ่งปัจจุบัน (พ.ศ. 2545) ท่านเป็นปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้พยายามผลักดันให้โครงการต่าง ๆ ที่สนับสนุนกิจการของวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมของไทยอยู่รอด เติบโต และก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ตลอดจนมีการตั้งสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือที่เรียกว่า ISMED เพื่อดำเนินโครงการช่วยเหลือ SME ของไทยได้อย่างต่อเนื่องต่อไป เว็บไซต์นี้ขอขอบพระคุณท่านทั้งสอง และบุคคลอื่นที่มีส่วนสนับสนุนและไม่ได้เอ่ยนามมา ณ โอกาสนี้

SMEs คืออะไร ?
เมื่อกล่าวถึง SMEs แล้ว บางครั้งยังมีความสับสนในความหมายอยู่ ดังนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จึงร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ อาทิเช่นกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้า บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม รวมทั้งกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม ได้มาระดมสมองและพิจารณาให้ความหมายของ SMEs ซึ่งเป็นคำย่อจากภาษาอังกฤษว่า Small and Medium Enterprises หมายถึง วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งประกอบไปด้วยกิจการการผลิต กิจการค้าและกิจการการบริการ โดยได้กำหนดคุณลักษณะของวิสาหกิจที่จะเป็น SMEs ให้พิจารณาจากเกณฑ์มูลค่าขั้นสูงของทรัพย์สินถาวร ที่กิจการนั้นมีอยู่ ดังนี้

ประเภท
ขนาดย่อม
ขนาดกลางและขนาดย่อม

การผลิต
ไม่เกิน 50 ล้านบาท
ไม่เกิน 200 ล้านบาท

การบริการ
ไม่เกิน 50 ล้านบาท
ไม่เกิน 200 ล้านบาท

การค้าส่ง
ไม่เกิน 50 ล้านบาท
ไม่เกิน 100 ล้านบาท

การค้าปลีก
ไม่เกิน 30 ล้านบาท
ไม่เกิน 60 ล้านบาท


ที่มา กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม
จาก สาระสำคัญของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หน้า 1-8 มกราคม 2542

ความสำคัญของ SMEs ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ
จากการศึกษาพบว่า สาระสำคัญที่ SMEs ทำให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมดังนี้

SMEs เป็นแหล่งรองรับการจ้างงานขนาดใหญ่และกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งนี้เพราะวิสาหกิจต่าง ๆ ได้เกิดอยู่ในทุกชุมชนที่มีประชากรอาศัยอยู่กันเป็นหมู่เหล่า ในปี พ.ศ. 2542 มีการประมาณการว่า SMEs สามารถรองรับในการจ้างงานได้ถึง 4.5 ล้านคน

SMEs สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในตัวสินค้ารวมทั้งยังทำรายได้นำเงินตราต่างประเทศจากการส่งออก และยังสามารถผลิตสินค้าเพื่อทดแทนการนำเข้า อันทำให้ประเทศสามารถประหยัดเงินตราต่างประเทศได้จำนวนมากในแต่ละปี

SMEs เป็นแหล่งสร้างเสริมประสบการณ์บริการแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้เริ่มต้นธุรกิจใหม่หรือนักลงทุนหน้าใหม่ จากธุรกิจเล้ก ๆ และพัฒนาจนเติบโตในที่สุด

SMEs เป็นหน่วยผลิตที่สนับสนุนและเชื่อมโยงไปสู่กิจการต่าง ๆ โดยเฉพาะกิจการขนาดใหญ่ ขนาดกลางและหรือกิจการขนาดย่อมด้วยกันเองในรูปแบบของการผลิตเป็นสินค้าวัตถุดิบขั้นต้น ขั้นกลาง ด้วยวิธีการว่าจ้างผลิต หรือการรับช่วงการผลิต (Subcontracting)
SMEs เป็นการเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตที่เกี่ยวข้องกัน เช่น ภาคการเกษตร ภาคการบริการขนส่ง ภาคการก่อสร้าง ภาคการค้าส่ง-ค้าปลีก

การเกิดขึ้นของ SMEs ตามภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศเท่ากับเป็นการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค อันเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายรายได้ที่ดีทางหนึ่ง

ลักษณะเด่นของ SMEs
การประกอบอาชีพใด ๆ ก็แล้วแต่จะมีความแตกต่างกันในสาระของกระบวนการ SMEs ก็มีคุณลักษณะเด่นที่ควรทราบ ดังนี้

การเข้าสู่ธุรกิจทำได้ง่าย เพราะใช้เงินทุนและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆไม่มากนัก และเมื่อประกอบการแล้วเกิดมีปัญหาความสูญเสียโอกาสที่จะฟื้นตัวเกิดได้ง่ายกว่ากิจการขนาดใหญ่

มีความคล่องตัวในการบริการจัดการ ผู้ประกอบการสามารถควบคุมดูแลกิจการได้ทั่วถึงและใกล้ชิด
ดำเนินธุรกิจไม่ว่าด้านการผลิตสินค้า การจัดจำหน่ายหรือการบริการจะมีความยืดหยุ่นสูง สอดคล้องกับยุคการผลิตและการค้าที่ต้องการตอบสนองที่รวดเร็ว ตลอดจนการผลิตและการค้าที่มุ่งความหลากหลายของรูปแบบหรือบริการมากกว่ามุ่งปริมาณ
สามารถสร้างความชำนาญเฉพาะอย่างเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ

ปัญหาของ SMEs ในภาพรวม
จาการศึกษาวิจัย และเก็บรวบรวมของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมตลอดเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา พบว่าปัญหาโดยรวมของ SMEs ที่ประสบอยู่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพอจะสรุปโดยสังเขปได้ดังนี้

ปัญหาด้านการตลาด
วิสาหกิจขนาดกลางและย่อมส่วนใหญ่มักตอลสนองความต้องการของตลาดในท้องถิ่น หรือตลาดในประเทศ ยังขาดความรู้ความสามารถด้านการตลาดในวงกว้างโดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกันความสะดวกรวดเร็วในการคมนาคมขนส่ง ตลอดจนการเปิดเสรีทางการค้าทำให้วิสาหกิจขนาดใหญ่ รวมทั้งสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันกับสินค้าในท้องถิ่นหรือในประเทศที่ผลิตโดยกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมากขึ้น
ขาดแคลนเงินทุน
วิสาหกิจขนาดกลางและย่อมมักประสบปัยหาการขอกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อมาลงทุนหรือขยายการลงทุน หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียน ทั้งนี้เนื่องจากไม่มีการทำบัญชีอย่างเป็นระบบ และขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ ทำให้ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ และต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูง
ปัญหาด้านแรงงาน
แรงงานที่ทำงานในวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมจะมีปัญหาการเข้าออกสูง กล่าวคือ เมื่อมีฝีมือและมีความชำนาญงานมากขึ้น ก็จะย้ายออกไปทำงานในโรงงานขนาดใหญ่ที่มีระบบและผลตอบแทนที่ดีกว่า จึงทำให้คุณภาพของแรงงานไม่สม่ำเสมอและการพัฒนาไม่ต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพของสินค้า
ปัญหาข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีการผลิต
โดยทั่วไปวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมักใช้เทคนิคการผลิตไม่ซับซ้อนเนื่องจากการลงทุนต่ำ และผู้ประกอบการ พนักงานขาดความรู้พื้นฐานที่รองรับเทคนิควิชาการที่ทันสมัย จึงทำให้ขาดการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานที่ดี
ข้อจำกัดด้านการจัดการ
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมักขาดความรู้ในด้านการจัดการ หรือการบริหารงานที่มีระบบ ใช้ประสบการณ์จากการเรียนรู้โดยเรียนถูกเรียนผิดเป็นหลัก อาศัยบุคคลในครอบครัวหรือญาติพี่น้องมาช่วยงาน การบริหารในลักษณะนี้แม้มีข้อดีในเรื่องการดูแลที่ทั่วถึงหากธุรกิจไม่ใหญ่นัก แต่เมื่อกิจการเริ่มขยายตัวหากไม่ปรับปรุงการบริหารจัดการให้มีระบบก็จะเกิดปัญหาขึ้นได้
ปัญหาการเข้าถึงการส่งเสริมของรัฐ
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นจำนวนมากเป็นการจัดตั้งกิจการที่มีรูปแบบไม่เป็นทางการ เช่นผลิตตามบ้าน ผลิตในลักษณะโรงงานห้องแถว ไม่มีการจดทะเบียนโรงงาน ทะเบียนพาณิชย์หรือทะเบียนการค้า ดังนั้นกิจการหรือโรงงานเหล่านี้จึงค่อนข้างปิดตัวเองในการเข้ามาใช้บริการของรัฐ หรือแม้แต่กิจการหรือโรงงานที่มีการจดทะเบียนถูกต้อง ก็มักไม่ค่อยอยากเข่ามายุ่งเกี่ยวกับหน่วยงานของรัฐ เนื่องจากปฏิบัติไม่ค่อยถูกต้องเกี่ยวกับการเสียภาษี การรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม หรือการรักษาความปลอดภัยที่กำหนดตามกฏหมาย นอกจากนี้ในเรื่องการส่งเสริมการลงทุนก็เช่นเดียวกัน แม้ว่ารัฐบาลจะได้ลดเงื่อนไขขนาดเงินลงทุนและการจ้างงาน หรือจูงใจให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเสนอโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนให้มากขึ้น แต่จากข้อมูลการศึกษาวิจัยพบว่าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพียง 8.1 % เท่านั้นที่มีโอกาสได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาล
ปัญหาข้อจำกัดด้านบริการส่งเสริมพัฒนาขององค์กรภาครับและเอกชน
การส่งเสริมพัฒนาวิสาหิจขนาดกลางขนาดย่อมที่ผ่านมา ได้ดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมส่งเสริมการส่งออก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทสไทย ตลอดจนสมาคมการค้าและอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างไรก็ตามเนื่องจากอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมมีจำนวนมากและกระจายอยู่ทั่วประเทศ ประกอบกับข้อจำกัดของหน่วยงานดังกล่าว เช่น ในเรื่องของบุคลากร งบประมาณ จำนวนสำนักงานสาขาในภูมิภาค การให้บริการส่งเสริมสนับสนุนด้านต่าง ๆ จึงไม่อาจตอบสนองได้ทั่วถึงและเพียงพอ
ปัญหาข้อจำกัดในการรับรู้ข่าวสารข้อมูล
เนื่องจากปัญหาและข้อจำกัดต่าง ๆ ข้างต้น วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยทั่วไป จึงค่อนข้างมีจุดอ่อนในการรับรู้ข่าวสารด้านต่าง ๆ เช่น นโยบายและมาตรการของรัฐบาล ข้อมูลข่าวสารด้านการตลาด เป็นต้น

ที่มาจากเว็บ http://www.classifiedthai.com/content.php?article=4214

มุมมองของชีวิต