แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุตสาหกรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุตสาหกรรม แสดงบทความทั้งหมด

ข้าวหมากสมุนไพร ภูมิปัญญาสร้างรวย

| 2553-08-26 | 0 ความคิดเห็น |
"การผลิตข้าวหมากขายส่งให้กับลูกค้าประจำที่นำไปจำหน่ายอีกทอด ต่อสัปดาห์คุณประวิตรใช้ข้าวเหนียวสำหรับทำข้าวหมากสูงราว 100 กิโลกรัม

และข้าวเหนียวสำหรับทำขนมข้าวหลามตัดอีกราว 40 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ คิดเป็นต้นทุนทั้งหมดต่อเดือนราว 40,000 บาท แต่เมื่อขายเป็นเม็ดเงินหักต้นทุนได้กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณเดือนละ 120,000 บาท"

ใครเคยรับประทานเมนูไทยแท้ชนิดหนึ่ง ทำจากข้าวเหนียว หมักได้ที่ รสชาติออกหวาน เป็นรสหวานที่ได้จากน้ำตาลซึ่งเกิดขึ้นโดยการหมักยีสต์อันเป็นส่วนผสมที่สำคัญในเมนูนี้

ที่เอ่ยถึงเป็นเมนูที่เรียกว่า "ข้าวหมาก" อันเป็นอาหารไทยที่มีมาแต่นมนาน สร้างขึ้นด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน มีส่วนผสมของยีสต์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ มีธาตุสังกะสีมาก ซึ่งคุณประโยชน์ของสังกะสีช่วยในการบำรุงเลือด ผิวพรรณสดใส ลดการเป็นสิวฝ้า โดยสมัยโบราณนิยมให้ "เด็ก" รับประทาน เพื่อส่งเสริมการเจริญอาหารในเด็กได้ด้วย

ภูมิปัญญาแต่ดั้งเดิมดีๆ เช่นนี้ หากต้องการรับประทานจัดเป็นเมนูที่หารับประทานได้ยาก มีจำหน่ายในบางจุดบางแห่ง แต่ที่สำคัญทราบได้หรือไม่อย่างไรว่าเป็นข้าวหมากที่ผลิตขึ้นโดยสมุนไพรแท้เช่นเดียวกับส่วนผสมในตำรับโบราณ เพราะปัจจุบันหลายต่อหลายครั้งที่สอบถามผู้ที่รับประทานข้าวหมากในปัจจุบัน เกือบทั้งหมดตอบถึงรสชาติเป็นเสียงเดียวกันว่า กลิ่นและรสชาติคล้ายแอลกอฮอล์ ทำให้ไม่ทราบว่ารสชาติที่แท้จริงของข้าวหมากโบราณเป็นอย่างไร

ใช้ลูกแป้งสมุนไพรแท้

พลิกสูตรข้าวหมากเอง

คุณประวิตร โพธิ์ทอง ชายวัย 40 ปีเศษ ช่วยให้คำตอบเรื่องของรสชาติข้าวหมาก จากประสบการณ์และความชอบเป็นการส่วนตัวในการรับประทานข้าวหมาก โดยบอกกับเราว่า รสชาติดั้งเดิมของข้าวหมากที่แท้จริง จะต้องไม่เปรี้ยว ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เมื่อรับประทานแล้วจะเกิดรสหวานติดลิ้น และไม่ทำให้เกิดอาการมึนเมา ซึ่งคุณประโยชน์ที่สำคัญมีมากมายหากรับประทานข้าวหมากแท้ แต่ปัจจุบันที่วางจำหน่ายหรือหาบเร่ขายเกือบทั้งหมดผลิตโดยมีส่วนผสมของ "สาโท" ซึ่งมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ทำให้ข้าวหมากมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว และผู้รับประทานบางรายเกิดอาการมึนเมา แต่ข้าวหมากแท้ในปัจจุบันหารับประทานได้ยาก ทำให้ความรู้จักในกลุ่มวัยรุ่นไม่แพร่หลาย ผู้ที่รู้จักและรับประทานข้าวหมากเป็นมีเพียงกลุ่มวัยทำงาน วัยกลางคน และผู้สูงอายุเท่านั้น

ที่ให้คุณประวิตรเป็นผู้ให้คำตอบเรื่องของข้าวหมาก เพราะชื่อ "ข้าวหมากสมุนไพร คุณประวิตร" เป็นที่รู้จักคุ้นเคยในหมู่ผู้สรรหาข้าวหมากสมุนไพรแท้ตามแบบฉบับโบราณมารับประทาน เพราะคุณประวิตรเคยเป็นผู้ขายข้าวหมากสมุนไพรหมุนเวียนในตลาดนัด 2 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร เพราะความแท้ของข้าวหมากทำให้การเติบโตในทางธุรกิจของข้าวหมากสมุนไพรของเขา เติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะเพียงไม่กี่เดือนหลังขายปลีก มีลูกค้าติดต่อขอซื้อในราคาส่ง เพื่อนำไปจำหน่ายต่ออีกทอด ทำให้ปัจจุบันหลังเริ่มกิจการเพียง 1 ปีเศษ คุณประวิตรผันตัวเองเป็นผู้ผลิตเพื่อจำหน่ายส่งเพียงอย่างเดียว เหตุผลหนึ่งคือ การออกขายข้าวหมากด้วยตนเองทำให้เสียเวลาในการทำข้าวหมาก อีกทั้งแรงงานที่ทำข้าวหมากมีเพียง 3 ชีวิตเท่านั้น

คุณประวิตร เล่าว่า เพราะในสมัยเด็กเขาชื่นชอบการรับประทานข้าวหมากเป็นชีวิตจิตใจ ภายหลังเมื่อก้าวสู่ชีวิตวัยทำงาน กลับหวนนึกถึงรสชาติข้าวหมาก ต่อเมื่อมีพ่อค้าหาบเร่นำมาขาย เมื่อซื้อรับประทานจึงทราบว่าไม่ใช่ข้าวหมากแท้ เป็นการผสมด้วยแอลกอฮอล์หรือสาโททำให้เกิดรสชาติของการหมักมากกว่า ตรงนี้เองเป็นประกายที่ทำให้คุณประวิตรคิดผลิตข้าวหมากสมุนไพรขึ้นเอง เพื่อให้ตนเองได้รับประทานข้าวหมากโบราณแท้ และเพื่อให้ผู้ที่ต้องการรับประทานข้าวหมากดั้งเดิมได้ลิ้มชิมรสด้วย

"ผมติดต่อญาติที่จังหวัดจันทบุรี ขอให้ทำลูกแป้งสมุนไพร ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักที่สำคัญที่ทำให้ข้าวเหนียวกลายเป็นข้าวหมาก เพราะจำได้ว่าการทำลูกแป้งต้องอาศัยความรู้ความชำนาญในการทำของคนสมัยก่อน ซึ่งลูกแป้งมีส่วนผสมของสมุนไพรหลายชนิดในสัดส่วนที่พอเหมาะ เมื่อได้ลูกแป้งมาแล้ว กรรมวิธีการทำข้าวหมาก ผมศึกษาด้วยตนเองจากหนังสือและทดลองทำ นำไปให้เพื่อนๆ และคนรู้จักรับประทาน ผลออกมาปรากฏว่า ทุกคนบอกว่า รสชาติดี อร่อย ไม่เหมือนข้าวหมากทั่วไป"

มั่นใจขายได้-รสชาติดี

เลือกพันธุ์ข้าวเหนียว "เขี้ยวงู"

คุณประวิตรพกความมั่นใจมาเต็มกระเป๋า เมื่อได้ลูกแป้งสมุนไพรและสูตรข้าวหมากที่ทดลองทำแล้วได้รับการตอบรับที่ดี จึงเริ่มมองตลาดและออกสำรวจแหล่งวัตถุดิบ โดยวัตถุดิบที่สำคัญและใช้ในปริมาณมาก คือ ใบตอง และ ข้าวเหนียว ท้ายที่สุดใบตองได้แหล่งซื้อในราคาไม่สูงนัก ส่วนข้าวเหนียว คุณประวิตรบอกอย่างไม่ปิดบังว่า ใช้ข้าวเหนียวพันธุ์เขี้ยวงู เพราะเป็นข้าวเหนียวพันธุ์ดี ไม่เละ มีความเหนียวนุ่ม สีนวลสวย แม้ราคาสูงพอสมควรแต่คุณประวิตรก็เลือกใช้ และทั้งหมดทำให้คุณประวิตรตั้งมั่นว่าจะทำออกขาย

ลองทำเลครั้งแรกได้ทำเลบริเวณตลาดนัดสมบัติพัฒนา ซอยอารีย์สัมพันธ์ เป็นแผงเช่าเล็กๆ ขนาด 1 ตารางเมตร ค่าเช่าวันละ 200 บาท ขายเฉพาะวันศุกร์ ระหว่างเวลา 11.00-13.00 น. และอีกทำเลเป็นแผงค้าเล็กๆ ในตลาดรวมยาง ย่านธนาคารแห่งประเทศไทย ขายเฉพาะวันอังคาร ช่วงเวลากลางวันเช่นกัน วางแผงวันแรกคุณประวิตรทำข้าวหมากไปจำนวน 200 ห่อ มีทั้งห่อใบตองและใส่ถุงพลาสติคเย็บปิดปากถุงอย่างดี ขายที่ 25 บาทต่อถุง ประดับด้วยดอกกล้วยไม้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นไทย ทั้งยังทำขนมข้าวหลามตัดไปวางขาย ที่อดีตผู้นิยมรับประทานข้าวหมากจะรับประทานข้าวหลามตัดควบคู่ไปด้วยอีก 1 ถาด ราคาขายอยู่ที่ 10 บาทต่อห่อ

ไม่น่าเชื่อว่า ประเดิมการขายครั้งแรก คุณประวิตรขายข้าวหมากหมดภายใน 4 ชั่วโมง เก็บแผงได้ตั้งแต่ยังไม่เที่ยง ก่อนผู้ค้าคนอื่นในตลาดทั้งหมด คิดต้นทุนกำไรแล้ว ได้กำไรสุทธิครั้งนั้นประมาณ 3,000 บาท

เมื่อถามถึงจุดขาย คุณประวิตรแน่ใจได้ว่า เพราะข้าวหมากของเขาเป็นของโบราณแท้ ทำจากสมุนไพรซึ่งเป็นส่วนผสมที่มีในลูกแป้ง และกรรมวิธีการผลิตข้าวหมากที่ระมัดระวังให้ได้รสชาติและคุณภาพอย่างดี ทำให้สินค้าขายหมดอย่างรวดเร็ว และในบางคราวคุณประวิตรพอมีเวลาเหลือจากการทำข้าวหมาก ทำน้ำข้าวหมากขาย เพราะทุกการหมักข้าวเหนียวจำนวน 1 กิโลกรัม จะได้น้ำข้าวหมากประมาณ 750 มิลลิลิตร คุณประโยชน์ของน้ำข้าวหมากสามารถนำไปปรุงอาหารแทนเครื่องปรุงอื่นได้ หรือในบางครั้งคุณประวิตรนำข้าวหมากมาตำละเอียดเป็นส่วนผสมทำข้าวหมากกุ้งหลน ขายในราคากระปุกละ 80 บาท เป็นการเพิ่มรายได้โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุน


ดันขายส่ง คุมการผลิต

เม็ดเงินเกินแสนต่อเดือน

จากการขายในตลาดนัด 2 แห่ง ซึ่งมีจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ และมีขาจรที่บางรายเดินทางไกลจากต่างจังหวัดเพื่อขอซื้อข้าวหมาก คุณประวิตรจึงขยายทำเลออกไปในตลาดนัดอีก 3 แห่ง ในวันจันทร์ พุธ และพฤหัสบดี รวมขาย 5 วันต่อสัปดาห์ ในตลาดนัดที่ไม่ซ้ำกัน

แต่หลังจากวางขายได้ราว 6 เดือน คุณประวิตรเริ่มประสบปัญหาการผลิต แม้จะรายได้ดี แต่การออกเร่ขายด้วยตนเองตลอดทั้ง 5 วัน ทำให้ภาคการผลิตใน 5 วันตกเป็นหน้าที่ของแม่และภรรยา ซึ่งแม้คุณประวิตรจะถ่ายทอดสูตรการทำข้าวหมากให้ แต่ขั้นตอนการห่อใบตองและเก็บใส่ถุงพลาสติคยังต้องใช้แรงงานที่มากกว่านี้ ประกอบกับมีผู้สนใจติดต่อขอซื้อจำนวนมากในราคาขายส่ง เพื่อนำไปจำหน่ายต่อ คุณประวิตรเห็นช่องทางจึงตัดสินใจเลิกเร่ขายในตลาดนัดทั้ง 5 แห่งของสัปดาห์ และผลิตส่งให้กับลูกค้าเพียง 2 รายที่ขายในตลาดรวมยางและตลาดสมบัติพัฒนาแทน

ทุกวันนี้ การผลิตข้าวหมากขายส่งให้กับลูกค้าประจำที่นำไปจำหน่ายอีกทอด ต่อสัปดาห์ คุณประวิตรใช้ข้าวเหนียวสำหรับทำข้าวหมากสูงราว 100 กิโลกรัม และข้าวเหนียวสำหรับทำขนมข้าวหลามตัดอีกราว 40 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ คิดเป็นต้นทุนทั้งหมดต่อเดือนราว 40,000 บาท แต่เมื่อขายเป็นเม็ดเงินหักต้นทุนได้กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณเดือนละ 120,000 บาท

"ข้าวหมากโบราณแท้รับประกันได้ว่า เป็นต้นตำรับที่ทำจากลูกแป้งสมุนไพรจริง ปัจจุบันทำขายมานานราวปีเศษ มีคนติดต่อขอให้สอนวิธีการทำข้าวหมาก จึงเปิดสอนให้กับผู้สนใจในราคาเพียง 4,500 บาท บอกขั้นตอนและเคล็ดลับทั้งหมดให้ ยกเว้นลูกแป้งข้าวหมาก โดยหากผู้เรียนจะนำไปผลิตขายขอให้ซื้อลูกแป้งข้าวหมากจากผมเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมามีคนมาเรียนและกลับไปทำขายมีรายได้เลี้ยงชีพแล้ว 1-2 ราย"

คุณประวิตรวางอนาคตข้าวหมากสมุนไพรไว้อย่างคร่าวๆ โดยเล็งเปิดหน้าร้านเป็นของตนเอง 1 แห่ง และมีรถเคลื่อนที่ขายข้าวหมากสมุนไพรอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นการขายตรงถึงผู้บริโภค ไม่ผ่านการขายส่งเหมือนทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นคงต้องเพิ่มแรงงานภาคการผลิต และปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์จากใบตองเป็นบรรจุภัณฑ์ประเภทอื่น เพื่อตัดปัญหาใบตองขาดแคลนที่อาจเกิดขึ้นได้อนาคต

ช่วงท้ายคุณประวิตรฝากถึงผู้ที่นิยมชมชอบข้าวหมากสมุนไพรของแท้ หากต้องการสั่งในปริมาณมาก ขอให้แจ้งล่วงหน้า เพราะการผลิตข้าวหมากต้องใช้เวลานานถึง 2 วัน หรือหากต้องการสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับข้าวหมากสมุนไพรของเขา คุณประวิตรยินดีตอบในทุกข้อซักถาม


ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตและจำหน่ายข้าวหมากสมุนไพร

ชื่อกิจการ ข้าวหมากสมุนไพร คุณประวิตร

ลักษณะกิจการ เจ้าของคนเดียว

เจ้าของกิจการ คุณประวิตร โพธิ์ทอง

เงินลงทุน หลักพันถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นกับจำนวนการผลิต

วัตถุดิบหลัก ลูกแป้งข้าวหมาก ข้าวเหนียว ใบตอง

รูปแบบการขาย ขายส่ง

แหล่งซื้อวัตถุดิบ เฉพาะลูกแป้งสั่งตรงจากจังหวัดจันทบุรี

ทำเล ตลาด หรือแหล่งชุมชน

รายจ่ายซื้อวัตถุดิบต่อเดือน 40,000-45,000 บาท

พนักงาน 3 คน

รายได้ต่อเดือน 100,000-120,000 บาท

ยอดการผลิต ข้าวเหนียว 140 กิโลกรัมต่อสัปดาห์

จุดเด่นของสินค้า ข้าวหมากสมุนไพรโบราณแท้

สถานที่ตั้ง เลขที่ 72/115 หมู่บ้านพระปิ่น 2 ถนนศาลาธรรมสพน์ แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ

โทรศัพท์ (081) 830-4447 และ (082) 290-3959

ข้อมูล เส้นทางเศรษฐี
ภาพประกอบ จากอินเตอร์เน็ต

SMEs คืออะไร ?

| 2553-08-18 | 0 ความคิดเห็น |
เกี่ยวกับ SMEs
ปัจจุบันนี้ เราจะเห็นว่ามีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับโครงการช่วยเหลือ SMEs ของไทยมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ครั้งระบบเศรษฐกิจของไทยเราประสบกับปัญหาวิกฤติ ทำให้ธุรกิจทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่จำนวนมากมายที่ต้องล้มเลิกกิจการไป แต่มีธุรกิจอยู่ประเภทหนึ่งที่รัฐบาลพยายามจะสนับสนุนให้อยู่รอด โดยเริ่มการสนับสุนอย่างจริงจังมาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน ๆ มีท่านอดีตรํฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม คุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และท่านอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม คืออาจารย์มนู เลียวไพโรจน์ ซึ่งปัจจุบัน (พ.ศ. 2545) ท่านเป็นปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้พยายามผลักดันให้โครงการต่าง ๆ ที่สนับสนุนกิจการของวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมของไทยอยู่รอด เติบโต และก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ตลอดจนมีการตั้งสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือที่เรียกว่า ISMED เพื่อดำเนินโครงการช่วยเหลือ SME ของไทยได้อย่างต่อเนื่องต่อไป เว็บไซต์นี้ขอขอบพระคุณท่านทั้งสอง และบุคคลอื่นที่มีส่วนสนับสนุนและไม่ได้เอ่ยนามมา ณ โอกาสนี้

SMEs คืออะไร ?
เมื่อกล่าวถึง SMEs แล้ว บางครั้งยังมีความสับสนในความหมายอยู่ ดังนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จึงร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ อาทิเช่นกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้า บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม รวมทั้งกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม ได้มาระดมสมองและพิจารณาให้ความหมายของ SMEs ซึ่งเป็นคำย่อจากภาษาอังกฤษว่า Small and Medium Enterprises หมายถึง วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งประกอบไปด้วยกิจการการผลิต กิจการค้าและกิจการการบริการ โดยได้กำหนดคุณลักษณะของวิสาหกิจที่จะเป็น SMEs ให้พิจารณาจากเกณฑ์มูลค่าขั้นสูงของทรัพย์สินถาวร ที่กิจการนั้นมีอยู่ ดังนี้

ประเภท
ขนาดย่อม
ขนาดกลางและขนาดย่อม

การผลิต
ไม่เกิน 50 ล้านบาท
ไม่เกิน 200 ล้านบาท

การบริการ
ไม่เกิน 50 ล้านบาท
ไม่เกิน 200 ล้านบาท

การค้าส่ง
ไม่เกิน 50 ล้านบาท
ไม่เกิน 100 ล้านบาท

การค้าปลีก
ไม่เกิน 30 ล้านบาท
ไม่เกิน 60 ล้านบาท


ที่มา กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม
จาก สาระสำคัญของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หน้า 1-8 มกราคม 2542

ความสำคัญของ SMEs ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ
จากการศึกษาพบว่า สาระสำคัญที่ SMEs ทำให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมดังนี้

SMEs เป็นแหล่งรองรับการจ้างงานขนาดใหญ่และกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งนี้เพราะวิสาหกิจต่าง ๆ ได้เกิดอยู่ในทุกชุมชนที่มีประชากรอาศัยอยู่กันเป็นหมู่เหล่า ในปี พ.ศ. 2542 มีการประมาณการว่า SMEs สามารถรองรับในการจ้างงานได้ถึง 4.5 ล้านคน

SMEs สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในตัวสินค้ารวมทั้งยังทำรายได้นำเงินตราต่างประเทศจากการส่งออก และยังสามารถผลิตสินค้าเพื่อทดแทนการนำเข้า อันทำให้ประเทศสามารถประหยัดเงินตราต่างประเทศได้จำนวนมากในแต่ละปี

SMEs เป็นแหล่งสร้างเสริมประสบการณ์บริการแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้เริ่มต้นธุรกิจใหม่หรือนักลงทุนหน้าใหม่ จากธุรกิจเล้ก ๆ และพัฒนาจนเติบโตในที่สุด

SMEs เป็นหน่วยผลิตที่สนับสนุนและเชื่อมโยงไปสู่กิจการต่าง ๆ โดยเฉพาะกิจการขนาดใหญ่ ขนาดกลางและหรือกิจการขนาดย่อมด้วยกันเองในรูปแบบของการผลิตเป็นสินค้าวัตถุดิบขั้นต้น ขั้นกลาง ด้วยวิธีการว่าจ้างผลิต หรือการรับช่วงการผลิต (Subcontracting)
SMEs เป็นการเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตที่เกี่ยวข้องกัน เช่น ภาคการเกษตร ภาคการบริการขนส่ง ภาคการก่อสร้าง ภาคการค้าส่ง-ค้าปลีก

การเกิดขึ้นของ SMEs ตามภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศเท่ากับเป็นการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค อันเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายรายได้ที่ดีทางหนึ่ง

ลักษณะเด่นของ SMEs
การประกอบอาชีพใด ๆ ก็แล้วแต่จะมีความแตกต่างกันในสาระของกระบวนการ SMEs ก็มีคุณลักษณะเด่นที่ควรทราบ ดังนี้

การเข้าสู่ธุรกิจทำได้ง่าย เพราะใช้เงินทุนและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆไม่มากนัก และเมื่อประกอบการแล้วเกิดมีปัญหาความสูญเสียโอกาสที่จะฟื้นตัวเกิดได้ง่ายกว่ากิจการขนาดใหญ่

มีความคล่องตัวในการบริการจัดการ ผู้ประกอบการสามารถควบคุมดูแลกิจการได้ทั่วถึงและใกล้ชิด
ดำเนินธุรกิจไม่ว่าด้านการผลิตสินค้า การจัดจำหน่ายหรือการบริการจะมีความยืดหยุ่นสูง สอดคล้องกับยุคการผลิตและการค้าที่ต้องการตอบสนองที่รวดเร็ว ตลอดจนการผลิตและการค้าที่มุ่งความหลากหลายของรูปแบบหรือบริการมากกว่ามุ่งปริมาณ
สามารถสร้างความชำนาญเฉพาะอย่างเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ

ปัญหาของ SMEs ในภาพรวม
จาการศึกษาวิจัย และเก็บรวบรวมของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมตลอดเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา พบว่าปัญหาโดยรวมของ SMEs ที่ประสบอยู่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพอจะสรุปโดยสังเขปได้ดังนี้

ปัญหาด้านการตลาด
วิสาหกิจขนาดกลางและย่อมส่วนใหญ่มักตอลสนองความต้องการของตลาดในท้องถิ่น หรือตลาดในประเทศ ยังขาดความรู้ความสามารถด้านการตลาดในวงกว้างโดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกันความสะดวกรวดเร็วในการคมนาคมขนส่ง ตลอดจนการเปิดเสรีทางการค้าทำให้วิสาหกิจขนาดใหญ่ รวมทั้งสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันกับสินค้าในท้องถิ่นหรือในประเทศที่ผลิตโดยกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมากขึ้น
ขาดแคลนเงินทุน
วิสาหกิจขนาดกลางและย่อมมักประสบปัยหาการขอกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อมาลงทุนหรือขยายการลงทุน หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียน ทั้งนี้เนื่องจากไม่มีการทำบัญชีอย่างเป็นระบบ และขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ ทำให้ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ และต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูง
ปัญหาด้านแรงงาน
แรงงานที่ทำงานในวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมจะมีปัญหาการเข้าออกสูง กล่าวคือ เมื่อมีฝีมือและมีความชำนาญงานมากขึ้น ก็จะย้ายออกไปทำงานในโรงงานขนาดใหญ่ที่มีระบบและผลตอบแทนที่ดีกว่า จึงทำให้คุณภาพของแรงงานไม่สม่ำเสมอและการพัฒนาไม่ต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพของสินค้า
ปัญหาข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีการผลิต
โดยทั่วไปวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมักใช้เทคนิคการผลิตไม่ซับซ้อนเนื่องจากการลงทุนต่ำ และผู้ประกอบการ พนักงานขาดความรู้พื้นฐานที่รองรับเทคนิควิชาการที่ทันสมัย จึงทำให้ขาดการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานที่ดี
ข้อจำกัดด้านการจัดการ
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมักขาดความรู้ในด้านการจัดการ หรือการบริหารงานที่มีระบบ ใช้ประสบการณ์จากการเรียนรู้โดยเรียนถูกเรียนผิดเป็นหลัก อาศัยบุคคลในครอบครัวหรือญาติพี่น้องมาช่วยงาน การบริหารในลักษณะนี้แม้มีข้อดีในเรื่องการดูแลที่ทั่วถึงหากธุรกิจไม่ใหญ่นัก แต่เมื่อกิจการเริ่มขยายตัวหากไม่ปรับปรุงการบริหารจัดการให้มีระบบก็จะเกิดปัญหาขึ้นได้
ปัญหาการเข้าถึงการส่งเสริมของรัฐ
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นจำนวนมากเป็นการจัดตั้งกิจการที่มีรูปแบบไม่เป็นทางการ เช่นผลิตตามบ้าน ผลิตในลักษณะโรงงานห้องแถว ไม่มีการจดทะเบียนโรงงาน ทะเบียนพาณิชย์หรือทะเบียนการค้า ดังนั้นกิจการหรือโรงงานเหล่านี้จึงค่อนข้างปิดตัวเองในการเข้ามาใช้บริการของรัฐ หรือแม้แต่กิจการหรือโรงงานที่มีการจดทะเบียนถูกต้อง ก็มักไม่ค่อยอยากเข่ามายุ่งเกี่ยวกับหน่วยงานของรัฐ เนื่องจากปฏิบัติไม่ค่อยถูกต้องเกี่ยวกับการเสียภาษี การรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม หรือการรักษาความปลอดภัยที่กำหนดตามกฏหมาย นอกจากนี้ในเรื่องการส่งเสริมการลงทุนก็เช่นเดียวกัน แม้ว่ารัฐบาลจะได้ลดเงื่อนไขขนาดเงินลงทุนและการจ้างงาน หรือจูงใจให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเสนอโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนให้มากขึ้น แต่จากข้อมูลการศึกษาวิจัยพบว่าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพียง 8.1 % เท่านั้นที่มีโอกาสได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาล
ปัญหาข้อจำกัดด้านบริการส่งเสริมพัฒนาขององค์กรภาครับและเอกชน
การส่งเสริมพัฒนาวิสาหิจขนาดกลางขนาดย่อมที่ผ่านมา ได้ดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมส่งเสริมการส่งออก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทสไทย ตลอดจนสมาคมการค้าและอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างไรก็ตามเนื่องจากอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมมีจำนวนมากและกระจายอยู่ทั่วประเทศ ประกอบกับข้อจำกัดของหน่วยงานดังกล่าว เช่น ในเรื่องของบุคลากร งบประมาณ จำนวนสำนักงานสาขาในภูมิภาค การให้บริการส่งเสริมสนับสนุนด้านต่าง ๆ จึงไม่อาจตอบสนองได้ทั่วถึงและเพียงพอ
ปัญหาข้อจำกัดในการรับรู้ข่าวสารข้อมูล
เนื่องจากปัญหาและข้อจำกัดต่าง ๆ ข้างต้น วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยทั่วไป จึงค่อนข้างมีจุดอ่อนในการรับรู้ข่าวสารด้านต่าง ๆ เช่น นโยบายและมาตรการของรัฐบาล ข้อมูลข่าวสารด้านการตลาด เป็นต้น

ที่มาจากเว็บ http://www.classifiedthai.com/content.php?article=4214

มุมมองของชีวิต