แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กาแฟ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กาแฟ แสดงบทความทั้งหมด

อย่าเปิด! ร้านกาแฟ แค่เห็น...เป็นแฟชั่น

| 2553-08-31 | 0 ความคิดเห็น |
"ก่อนหน้านี้มักมีคนมาขอคำแนะนำ ว่าอยากเปิดร้านกาแฟบ้าง จะต้องทำอย่างไร ซึ่งเธอมักย้อนถามกลับไปว่า อยากทำตามแฟชั่นหรือเพราะใจรัก หลายคนตอบคำถามไม่ได้ จึงไม่ต้องแนะนำอะไรกันต่ออีก"

"ร้านกาแฟ...น่ารักๆ"
คงเป็นธุรกิจอยู่ในความใฝ่ฝันของใครหลายคน แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถทำความฝันของตนให้เป็นจริง

หญิงสาววัย 33 ปีเศษ ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องราวในครั้งนี้ เคยมีหน้าที่การงานดี น่าพึงพอใจทั้งด้านรายได้และสถานภาพทางสังคม อยู่มาวันหนึ่ง เธอค้นพบว่าความปรารถนาในชีวิตของเธอไม่น่ายุติอยู่ตรงบทบาทของ "มนุษย์เงินเดือน"

ตกผลึกกับความคิดตัวเองเบ็ดเสร็จ จึงเด็ดเดี่ยวพอที่จะขอลาออกจากงานประจำ มาตั้งใจทำในงานที่รัก ก่อนทุกอย่างจะช้าเกินไป สุดท้ายเธอค้นพบแล้วว่าการเป็นเจ้าของ "ร้านกาแฟสักร้านหนึ่ง" นั้น เป็นงานเหนื่อยแต่สุขใจสำหรับเธอมากแค่ไหน

รักค้าขาย -ลงทุนหลักล้าน

คุณรัชดา คลองโปร่ง ที่อนุญาตให้เรียกแบบกันเองว่า คุณก้อย เจ้าของร้านกาแฟ Coffee Cafe Re Gelato (ค็อฟฟี่ คาเฟ่ เร เจลาโต้) ซึ่งตั้งอยู่ในย่านถนนเสนานิคม 1 กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจที่ดูแลอยู่ โดยเริ่มต้นให้ฟังถึงประวัติส่วนตัวเล็กน้อยว่า จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ เอกประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เคยทำงานในบริษัทย่านธุรกิจดังของกรุงเทพฯ ในตำแหน่งฝ่ายการตลาดตั้งแต่เรียนจบ เมื่อทำงานประจำรับเงินเดือนต่อเดือน ได้พักใหญ่ เริ่มเกิดความสงสัยว่าตัวเองชอบทำงานอะไรกันแน่

"ตอนนั้นงานประจำทำแล้วมีความสุขดีทุกอย่าง แต่ตัดสินใจลาออกมาเพราะรู้ตัวเองแล้วว่าชอบงานขายของ และหากอยากเริ่มต้นชีวิตในแบบที่ต้องการ คิดว่าช่วงอายุไม่เกิน 30 ปีนี่แหละ กำลังเหมาะ ไม่งั้นคงไม่ได้เริ่มต้นนับหนึ่งเสียที" คุณก้อย เล่ามาให้ฟัง

เมื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริงพบแล้ว คุณก้อยจึงเดินหน้าต่อด้วยการเดินทางไปฝึกปรือฝีมือด้านการทำ "เจลาโต้" หรือไอศกรีมสัญชาติอิตาเลียน ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือมีรสชาติอร่อยเหมือนกับไอศกรีมทั่วไปแต่มีไขมันต่ำกว่า กับพี่สาว ซึ่งเปิดร้านไอศกรีมดังว่าอยู่ก่อนแล้ว ที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อฝึกปรือฝีมือด้านการทำและการขาย เมื่อทำได้กว่าปี ทำให้ทราบว่า ตัวเธอเองนั้น ชอบ "ชงกาแฟ" อีกงานหนึ่งด้วย

"ตลาดที่ภูเก็ตเน้นบริการนักท่องเที่ยวแทบทั้งหมด รายรับจึงผันผวนง่าย เลยคิดว่าหากจะหวังรายได้จากนักท่องเที่ยวอย่างเดียว คงไม่รอดแน่ จึงตัดสินใจกลับมากรุงเทพฯ เพื่อเปิดร้านกาแฟหน้าบ้านตัวเอง" คุณก้อย ย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่ม

สำหรับบ้านพักอาศัยครอบครัวของคุณก้อยนั้น ตั้งอยู่ในซอยเสนานิคม ซึ่งหลายท่านอาจพอทราบมาบ้างแล้วว่า เป็นย่านมีชื่อเสียงมานานเกี่ยวกับอาหารการกินแทบทุกประเภท

"ซอยเสนาฯ เป็นแหล่งของอร่อย บางร้านขายมานานตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ แทบทุกวันจึงมีลูกค้าทยอยมาอุดหนุนกันตลอด ประกอบกับบ้านที่อาศัยอยู่มีบริเวณกว้างขวางพอจะดัดแปลงพื้นที่ส่วนหนึ่งให้เป็นร้านกาแฟได้ และแม้ในละแวกจะมีร้านกาแฟอยู่แล้ว แต่ของเราจะเป็นกาแฟบวกกับไอศกรีมอิตาเลียนโฮมเมด ตามแนวที่ตัวเองถนัด" เจ้าของเรื่องราว เล่า

ฟังเพลินๆ เหมือนธุรกิจนี้จะเริ่มต้นได้ไม่ยาก หากในความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะคุณก้อย เผยให้ฟังว่า ช่วงแรก คุณพ่อคัดค้านไม่อยากให้ลาออกจากงานประจำมาเปิดร้านกาแฟ แต่ทางคุณแม่นั้น สนับสนุน สุดท้ายคุณพ่อ ทนแรงเชียร์จากคู่ชีวิต และ "ลูกตื๊อ" ของลูกสาวไม่ไหว จึงอนุญาตให้ลงทุนในเวลาต่อมา

"ช่วงแรกคุณพ่อคัดค้าน อาจเพราะท่านคงเหมือนกับผู้ใหญ่ทั่วไป ที่อยากให้ลูก-หลาน ได้มีงานประจำทำ แต่ช่วงนั้นตัวเองออกอาการดื้อ เพราะรู้แล้วว่าชอบและอยากทำอะไร เมื่อตั้งใจแล้ว จึงเพียรอธิบายให้ท่านเข้าใจ จนยอมควักทุนหลักล้านบาทมาให้ก่อน เพื่อดัดแปลงพื้นที่ส่วนหนึ่งของบ้านทำเป็นร้านกาแฟติดแอร์" คุณก้อย เล่า

ได้ยินตัวเลขหลักล้านสำหรับการลงทุนร้านกาแฟแล้วตกใจ เหตุใดจึงกล้าขนาดนั้นทั้งที่เป็นธุรกิจเริ่มแรก คุณก้อย จึงอธิบายว่า เพราะอาคารร้านกาแฟนั้น สร้างอยู่บนพื้นที่ดินของตัวเอง ฉะนั้น เมื่อจะสร้างอะไรแล้ว ก็ควรทำให้ดีไปเลยดีกว่า เพราะถึงอย่างไรในอนาคตข้างหน้า เชื่อว่าทั้งที่ดินและตัวอาคารจะมีมูลค่าสูงขึ้น

กลัวคนไม่เข้า - ตอบรับเกินคาด

ร้าน ค็อฟฟี่ คาเฟ่ เร เจลาโต้ เปิดให้บริการมาแล้วปีเศษ แต่กว่าจะออกมาเป็นรูปเป็นร่างอย่างนี้ คุณก้อย บอกยอมรับว่า เหนื่อยมามาก เพราะงานเกี่ยวกับร้าน เธอทำแทบทุกอย่าง ตั้งแต่คุมคนงานก่อสร้างลงเสาเข็ม ไปจนทำไอศกรีม ชงกาแฟ กระทั่งเสิร์ฟให้ลูกค้าถึงโต๊ะ

"การเริ่มต้นนับหนึ่งนั้นยากมาก ตอนจะเปิดร้านวันแรก จำได้ว่ากลัวสารพัด กลัวมากที่สุดคือลูกค้าไม่เข้าร้าน ซึ่งวิธีการประชาสัมพันธ์ไม่ได้ทำเป็นใบปลิว ทำแค่ติดป้ายบอกหน้าร้าน และอี-เมล บอกเพื่อน แต่แล้วก็ผ่านมาได้ มีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนเกินคาดจนถึงวันนี้" คุณก้อย บอกก่อนยิ้มภูมิใจ

เจ้าของกิจการ บอกต่อว่า อาจด้วยเพราะในละแวก หายากที่จะมีร้านบรรยากาศดี ตั้งอยู่ริมบึงน้ำกว้าง มีต้นไม้ขนาดใหญ่ไว้ให้ร่มเงาตอนจอดรถ แต่ที่นี่มี จึงมีลูกค้าทยอยมาอุดหนุนอยู่ตลอด แต่เพียงแค่นั้นคงยังไม่พอที่จะทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ เพราะต้อง "ทำการบ้าน" อยู่ตลอด

"ตอนเป็นสาวออฟฟิศ จะมีเวลาส่วนตัวไปช็อปปิ้ง แต่พอมาทำธุรกิจ ตลอด 24 ชั่วโมง สมองต้องคิดตลอดว่าต้องทำอะไรต่อ จะทำโปรโมชั่นร้านยังไง ไอศกรีมตัวใหม่จะออกรสอะไรดี ซึ่งบางคนหาก 24 ชั่วโมงต้องคลุกคลีกับธุรกิจตลอดอาจรู้สึกทรมาน แต่สำหรับตัวเอง ยังมีความสุขกับมันดีอยู่" คุณก้อย เล่าด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเป็นสุข

สนทนามาถึงตรงนี้ มีคำถามเกี่ยวกับอุปสรรคในร้านกาแฟที่ดูแลอยู่ คุณก้อยยิ้มกว้าง ก่อนแย้มให้ฟัง ตั้งแต่ทำมาปีเศษ ยังไม่เคยเจออุปสรรคอะไรที่หนักใจ ยอดขายไม่เคยตกตั้งแต่เปิด แม้แต่ช่วงเกิดวิกฤตทางการเมือง หลายธุรกิจได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน แต่กิจการของเธอนั้น ดูเหมือนจะไปได้ดีกว่ายามปกติเสียอีก

"ตอนบ้านเมืองวุ่นวาย หลายกิจการในย่านการค้าสำคัญ มีอันต้องเสียหายไปตามกัน จึงอาจเป็นโอกาสสำหรับร้านค้ารายย่อยในชุมชน เพราะแม้ผู้คนจะหยุดงาน แต่อาหารการกิน รวมไปถึงกาแฟ ยังต้องทานกันอยู่ ช่วงนั้นเลยขายดีมากเป็นพิเศษ" คุณก้อย เล่า

ก่อนจากกันไป คุณก้อย บอกด้วยว่า ก่อนหน้านี้มักมีคนมาขอคำแนะนำ ว่าอยากเปิดร้านกาแฟบ้าง จะต้องทำอย่างไร ซึ่งเธอมักย้อนถามกลับไปว่า อยากทำตามแฟชั่นหรือเพราะใจรัก หลายคนตอบคำถามไม่ได้ จึงไม่ต้องแนะนำอะไรกันต่ออีก

"ที่ตั้งคำถามกลับไปอย่างนั้นไม่ใช่อยากจะทดสอบอะไร เพราะมันจะเชื่อมโยงต่อไปถึงการเลือกซื้อชุดอุปกรณ์ในการชง ว่าจะเลือกใช้แบบไหน อย่างไรก็ตาม อยากให้คนที่กำลังคิดจะลงทุนร้านกาแฟ ถามตัวเองให้ดีก่อน ไม่ใช่อยากทำเพราะเห็นว่าคนเขาทำกันเยอะ"

"เพราะถ้าต้องอยู่กับงานที่ไม่รักจริง คุณคงไม่มีความสุข แล้วมันจะทำให้ทุกอย่างแย่ไปหมด ทั้งหน้าตา จิตใจ รวมถึงอัธยาศัยไมตรีที่มีต่อลูกค้า" เจ้าของกิจการ ค็อฟฟี่ คาเฟ่ เร เจลาโต้ ฝากไว้อย่างนั้น

<>bร้าน ค็อฟฟี่ คาเฟ่ เร เจลาโต้ ตั้งอยู่เลขที่ 48/1 หมู่ 4 ถนนเสนานิคม 1 แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230 โทรศัพท์ (086) 709-4121 อี-เมล regina_cafe@hotmail.com และเว็บไซต์ www.regelato.com


ข้อมูลจำเพาะ
กิจการ ร้านกาแฟและไอศกรีมสไตล์อิตาเลียน
รูปแบบ คุณรัชดา คลองโปร่ง เจ้าของคนเดียว
ชื่อร้าน ค็อฟฟี่ คาเฟ่ เร เจลาโต้
จุดเด่น ไอศกรีมโฮมเมด ตั้งอยู่ในซอยเล็กๆ บรรยากาศดี จอดรถสะดวก
สถานที่ตั้งร้าน เลขที่ 48/1 หมู่ 4 ถนนเสนานิคม 1 แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230
โทรศัพท์ (086) 709-4121
อี-เมล/เว็บไซต์ regina_cafe@hotmail.com/www.regelato.com

ขอบคุณเนื้อหาจาก นิตยสารเส้นทางเศรษฐี

"เนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ" การตลาด แบบ วิน-วิน

| 2553-08-28 | 0 ความคิดเห็น |
"จุดเริ่มต้นของโครงการนักชงมืออาชีพ เกิดจากวัฒนธรรมองค์กรที่ว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมฝังอยู่ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเนสท์เล่เรียกว่า Creating Shared Value"

ปัจจุบัน อาจเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า "เนสท์เล่" คือยักษ์ใหญ่แห่งวงการกาแฟสำเร็จรูป ซึ่งถึงแม้จะครองส่วนแบ่งการตลาดมากกว่าร้อยละ 80 และมีความแข็งแกร่งของแบรนด์อยู่ไม่น้อย แต่ธุรกิจข้ามชาติรายนี้ ไม่มีทีท่าจะยอมหยุดนิ่งง่ายๆ โครงการ "เนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ" หรือ Nescafe Street Barista (เนสกาแฟ สตรีท บาริสต้า) นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ของการพัฒนารูปแบบธุรกิจ เพื่อหวังผลในการขยายฐานลูกค้า จากคู่ค้ารายใหญ่ระดับโมเดิร์นเทรด มาเป็นผู้ประกอบการรายย่อย กลุ่ม "รถเข็น"แต่จะด้วยเพราะเหตุผลอะไร เหตุใดผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลก จึงลงมา "เล่น" กับผู้ค้าริมทาง ข้อมูลนับจากนี้คือคำตอบ ที่ "เส้นทางเศรษฐี" สรรหามาไว้ให้แล้วเป้าหมายหลัก

สร้างอาชีพรายย่อย "การหันมาให้ความสำคัญกับช่องทางรถเข็น ไม่ได้เน้นเพิ่มยอดขายผลิตภัณฑ์ หรือหวังผลแค่ผลกำไร แต่เราอยากสร้างอาชีพในระยะยาวให้กับผู้ประกอบการรายย่อย" คุณเวโรนิค ครีมาเดส ผู้อำนวยการบริหาร หน่วยธุรกิจ เนสท์เล่ โพรเฟชชันนัล ภูมิภาคอินโดไชน่า อธิบายเหตุผลสำคัญในการทำธุรกิจผ่านโครงการเนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ ก่อนบอกถึงวัตถุประสงค์หลักของโครงการดังกล่าวว่า เพื่อเป็นการสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ผู้ที่ว่างงานในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัว อีกทั้งยังเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่สนใจอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ด้วยเงินลงทุนที่ไม่สูงเกินไป "จุดเริ่มต้นของโครงการนักชงมืออาชีพ เกิดจากวัฒนธรรมองค์กรที่ว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมฝังอยู่ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเนสท์เล่เรียกว่า Creating Shared Value คือการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ และสามารถสร้างคุณค่าคนในสังคมและชุมชนไปพร้อมกัน" คุณเวโรนิค บอกอย่างนั้น ผู้อำนวยการบริหาร หน่วยธุรกิจ เนสท์เล่ โพรเฟชชันนัล ภูมิภาคอินโดไชน่า ย้อนความเป็นมาของโครงการเนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ ให้ฟังว่า เมื่อปี พ.ศ. 2549 ทางทีมงานทุกระดับของเนสท์เล่ โพรเฟชชันนัลฯ ได้ลงพื้นที่สำรวจตลาดเพื่อเก็บข้อมูล ศึกษาพฤติกรรม ความต้องการของผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยเชิญผู้ประกอบการรถเข็น มาแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ และความต้องการที่แท้จริงกันด้วย

กระทั่งมองเห็นช่องทางว่า "รถเข็นขายกาแฟ" ยังมีโอกาสในการขยายธุรกิจได้อีกมาก ดังนั้น ในปีต่อมา จึงเปิดตัวโครงการ "เนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ" อย่างเป็นทางการ จากวันนั้นถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 3 ปี มีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 7,000 ราย "หัวใจหลักที่ทำให้โครงการเนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ ประสบความสำเร็จ คือการรักษาคำมั่นสัญญา หลังจากที่ผู้ประกอบการเข้ามาอบรมกับทางโครงการแล้ว เรายังส่งพนักงานไปให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง หลายรายประสบความสำเร็จ จากเดิมเคยขายได้วันละ 60 แก้ว หลังจากอบรมกับโครงการ สามารถขายได้ถึงวันละ 300 แก้ว" คุณเวโรนิค เล่าด้วยสีหน้าภูมิใจสำหรับผู้ที่ต้องการจะประสบความสำเร็จด้วยการเข้าร่วมกับโครงการนี้ คุณเวโรนิค บอกว่า ไม่ยากเลย ด้วยเพราะทางเนสท์เล่ โพรเฟชชันนัลฯ พร้อมเป็นแรงสนับสนุน ขอเพียงแค่มีใจรัก มีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า และความตั้งใจจริงในการทำธุรกิจส่วนรูปแบบของการลงทุนนั้น

ล่าสุด มี 3 แบบให้เลือก คือ เคาน์เตอร์ ราคา 7,900 บาท รถเข็น 14,900 บาท และรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง 54,500 บาท ทุกแบบ มาพร้อมอุปกรณ์การขายที่จำเป็นครบชุด ทั้งยังจัดให้มีการฝึกอบรมให้แก่ผู้ขายให้รู้ถึงวิธีการผสมเครื่องดื่มที่ได้มาตรฐานเพื่อรสชาติที่ดีที่สุด นอกจากนี้ ยังมีทีมที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการร้าน เพื่อให้ผู้ลงทุนมีความพร้อมและมีความมั่นใจในการประกอบธุรกิจมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจตามโครงการเนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ นี้ไม่ใช่แฟรนไชส์ จึงไม่อนุญาตให้หากำไรจากการขายสินค้าอื่นๆ เช่น ซื้อไปหลายตัวแล้วจ้างคนอื่นขายแทน ทั้งนี้ เพราะเนสท์เล่ต้องการสนับสนุนคนที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตัวเองจริงๆนวัตกรรมล่าสุด

เนสท์เล่ สวีท ไทม์ และเพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้เข้าร่วมโครงการเนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ ได้เป็นเจ้าของธุรกิจได้ง่ายขึ้น คุณเวโรนิค เผยด้วยว่า ที่ผ่านมาทางเนสท์เล่ โพรเฟชชันนัลฯ ประสานกับทางภาครัฐ จนได้รับความอนุเคราะห์ด้านสินเชื่อเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน ฉะนั้น ผู้เข้าร่วมโครงการนี้ แต่ยังขาดเงินทุน จึงสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ไม่ยากอย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้น ที่ว่า ยักษ์ใหญ่แห่งวงการกาแฟสำเร็จรูปรายนี้ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนิ่งง่ายๆ เห็นจะไม่ใช่เรื่องเกินเลย เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการเปิดตัวสินค้าใหม่ ซึ่งเจ้าของผลิตภัณฑ์ภูมิใจนำเสนอว่า เป็นนวัตกรรมล่าสุด ซึ่งยังไม่มีใครทำมาก่อนเลยทีเดียว"เนสท์เล่ สวีท ไทม์ คือครีมเทียมข้นหวานชนิดผง นับเป็นนวัตกรรมความอร่อยล่าสุด จากเนท์เล่ โพรเฟชชันนัล ประเทศไทย ที่นำรสชาติหวานมัน เข้มข้นอันเป็นลักษณะเด่นของนมข้นหวาน มาแปรรูปเป็นแบบผง บรรจุลงในถุงขนาด 1 กิโลกรัม"

คุณเวโรนิค เกริ่นแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งผ่านการวิจัยมาแล้วอย่างเป็นระบบ ผู้บริหารระดับสูงของเนสท์เล่ฯ ท่านเดิม เล่าให้ฟังด้วยว่า เนสท์เล่ สวีท ไทม์ เป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการรถเข็นขายเครื่องดื่มและร้านกาแฟโดยตรง เพราะก่อนที่จะทำการผลิตออกมาวางจำหน่าย ได้มีการทำวิจัยถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการ จนพบว่า การใช้นมข้นหวานในการชงเครื่องดื่มนั้น มักเกิดปัญหาความไม่สะดวก การจัดเก็บ และความสะอาด ดังนั้น หากมีผลิตภัณฑ์ซึ่งให้รสชาติความกลมกล่อมไม่แพ้นมข้นหวาน แต่มีลักษณะการใช้งานที่สะดวกกว่า น่าจะเกิดผลดีกับผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ด้วยหลักการและเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นที่มาของ ครีมเทียมข้นหวานชนิดผง "เนสท์เล่ สวีท ไทม์""จุดเด่นของเนสท์เล่ สวีท ไทม์ นอกจากจะเพิ่มความหวานมันกลมกล่อมให้กับกาแฟและเครื่องดื่มชนิดต่างๆ แล้ว ยังช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการชงเครื่องดื่มให้แก่ผู้ประกอบการมืออาชีพทั้งหลาย เพราะรูปแบบของผง จึงไม่ทำให้เกิดความเหนียวเหนอะหนะ อีกทั้งยังเก็บรักษาง่าย สะดวกต่อการขนย้าย ประหยัด และคำนวณต้นทุนต่อแก้วได้ง่ายกว่า" คุณเวโรนิค บรรยายให้ฟังนอกเหนือจากความสะดวกสบายในการใช้แล้ว ความประหยัด ยังเป็นอีกหนึ่งความต้องการของผู้ประกอบการรถเข็นกาแฟ ในประเด็นนี้ คุณเวโรนิค มีข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า ด้วยลักษณะที่เป็นผง

ผู้ประกอบการสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ได้หมดถุง หากเหลือ สามารถเก็บไว้ได้ในภาชนะที่ปิดสนิท และด้วยราคาที่สมเหตุสมผล เนสท์เล่ สวีท ไทม์ จึงเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ ที่ผู้ประกอบการอาจกำลังมองหาเป็นทางเลือกใหม่ คุณเวโรนิค กล่าวต่ออีกว่า เนสท์เล่ สวีท ไทม์ ครีมเทียมข้นหวานชนิดผง นับเป็นนวัตกรรมที่ยังไม่เคยมีในตลาดมาก่อน และไทยเป็นประเทศแรกที่วางจำหน่าย ทาง เนสท์เล่ โพรเฟชชันนัลฯ จึงได้จัดทำสินค้าตัวอย่าง และคู่มือสูตรเครื่องดื่มที่มี เนสท์เล่ สวีท ไทม์ ครีมเทียมข้นหวานชนิดผง เป็นส่วนผสมให้กับผู้ประกอบการทุกคนที่ซื้อผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้นำไปปรับสูตรเครื่องดื่มของตนเอง นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์ส่งเสริมการขายที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กระป๋องบรรจุภัณฑ์ ผ้ากันเปื้อน และแก้วชงร้อน ผู้ประกอบการที่ซื้อผลิตภัณฑ์เนสท์เล่ สวีท ไทม์ ยังมีโอกาสได้เข้าร่วมอบรมการเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ ภายใต้โครงการ "เนสกาแฟ นักชงมืออาชีพ" ที่จัดขึ้นทุกเดือนอีกด้วย ...............สินค้าขายได้ ผู้ผลิตแฮปปี้ ผู้ประกอบการรายย่อยมีกำไรและอาจยืนอยู่ได้ในระยะยาว นี่แหละ! กลยุทธ์การตลาด แบบ วิน-วิน...ของเนสท์เล่

มุมมองของชีวิต