แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุรกิจอิสระ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุรกิจอิสระ แสดงบทความทั้งหมด

ก้าวแรกบนถนนธุรกิจ SMEs

| 2553-09-08 | 0 ความคิดเห็น |
ธุรกิจ SMEs ดูเหมือนเป็นเรื่องยากสำหรับผู้เริ่มต้น คนเหล่านี้มักมีคำถามเกิดขึ้นมากมายว่า ควรเริ่มต้นจากจุดไหนก่อน แล้วทำอย่างไรต่อไปจึงจะประสบความสำเร็จ แนวทางการเริ่มต้นธุรกิจ เราควรเริ่มจากการหาข้อมูลใน 3 ด้านใหญ่ๆ คือ กำลังของตนเอง ตลาดลูกค้าและคู่แข่ง จากนั้น จึงไปสู่การจัดตั้งองค์กร ซึ่งในแต่ละด้านมีรายละเอียดปลีกย่อย ดังนี้

วัดกำลังตนเอง
การรู้จักตน โดยประเมินว่าตนเองมีคุณสมบัติที่จะทำธุรกิจนั้น ๆ หรือไม่ เช่น มีความรู้ ความสามารถ มีความอดทน ขยัน ซื่อสัตย์ ยอมรับความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ดังเช่น กล้านำเงินออมที่เก็บทั้งชีวิตมาลงทุน เป็นต้น และที่สำคัญ คือ ต้องหนักแน่น จริงจัง และกล้าตัดสินใจ

เลือกประเภทธุรกิจที่เหมาะสมกับตนเอง โดยดูจากความชอบ ความถนัด ความสนใจของตนเองเป็นหลัก เพราะงานที่ตนรัก จะทำให้ผู้ประกอบการอยากแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ทางธุรกิจ

สำรวจฐานะทางการเงิน ว่าตนเองมีเพียงพอหรือไม่ การเงินควรจัดแบ่งออกเป็นส่วน ๆ เช่น แบ่งไว้สำหรับใช้จ่ายในครอบครัว แบ่งเป็นเงินฝากไว้กับธนาคารเพื่อใช้ในยามจำเป็น และแบ่งไว้สำหรับการออมเพื่อการลงทุน อาจเป็นการลงทุนระยะสั้น และระยะยาว เช่น การซื้อพันธบัตรรัฐบาล เมื่อจัดแบ่งเป็นส่วนต่าง ๆ แล้ว เราจะเห็นว่าตนเองมีเงินเพียงพอเพื่อทำธุรกิจหรือไม่ หรือต้องหาจากแหล่งเงินกู้อื่น ๆ

มีทำเลที่ตั้ง ถ้าผู้เริ่มต้นธุรกิจมีสถานที่เป็นของตนเอง และอยู่ในทำเลที่ดีก็ไม่มีปัญหา แต่หากผู้เริ่มต้นยังไม่มี ควรมองหาทำเลที่เหมาะสมกับธุรกิจ เช่น ย่านศูนย์การค้า ชุมชน อยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ เป็นต้น และเรายังต้องคำนึงต่อด้วยว่า ทำเลควรใช้วิธีซื้อ หรือเช่าดี โดยดูที่เงินทุนว่ามีเพียงพอหรือไม่ หากเรามีเงินน้อย ก็ควรใช้วิธีเช่าจะดีกว่า ทั้งนี้ ผู้เริ่มต้นธุรกิจควรดูถึงรายละเอียดของสัญญา ว่าคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ เพียงไร

สอดส่องตลาดลูกค้า-คู่แข่ง
รู้ข้อมูลของลูกค้า ผู้เริ่มต้นธุรกิจควรสำรวจความต้องการสินค้าหรือบริการ ว่ามีมากน้อยเพียงใด เหมาะกับลูกค้ากลุ่มใด วัยใด ชาย หรือหญิง เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับการผลิตต่อไป

รู้ข้อมูลของคู่แข่ง ธุรกิจในปัจจุบันมีมากมาย เราจำเป็นต้องทราบว่า คู่แข่งของเราเป็นอย่างไร จุดเด่น จุดด้อยของเขาอยู่ตรงไหน แต่การรู้มูลของคู่แข่งไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต่างฝ่ายต่างปิดบังข้อมูลเหล่านี้

การจัดตั้งธุรกิจ
เมื่อเราประเมินตนเองและประเมินตลาดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการจัดตั้งธุรกิจ วิธีจัดตั้งธุรกิจแบ่งเป็นส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ ดังนี้

การตั้งวัตถุประสงค์และเป้าหมายของธุรกิจ ต้องมีความชัดเจน ว่าธุรกิจทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ผลที่คาดว่าจะได้รับ โดยผู้เริ่มต้นธุรกิจต้องคำนึงว่า เมื่อตั้งขึ้นมาแล้วจะสามารถทำตามได้หรือไม่

รูปแบบขององค์กร รูปแบบขององค์กรมีหลายลักษณะคือ เป็นเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท ความรับผิดชอบของทั้ง 3 ลักษณะจะต่างกันไป คือ เจ้าของคนเดียว จะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวในทุกเรื่อง ห้างหุ้นส่วนคือมีหุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ความรับผิดชอบของแต่ละคนมากน้อยต่างกันไปตามอัตราส่วนที่ตกลงกันไว้ ส่วนผู้ที่ลงทุนด้วยรูปแบบบริษัท ก็ต้องมีสมาชิกก่อตั้งจำนวน 7 คนขึ้นไป และผลตอบแทนที่ได้จะอยู่ในรูปของเงินปันผล

การหาแหล่งเงินทุน ปกติเงินทุนมาจาก 2 แหล่งใหญ่ๆ คือ เงินทุนที่อยู่ในมือ และเงินทุนที่มาจากการกู้ยืม สำหรับการขอกู้เงิน หากเป็นนักลงทุนรายใหม่อาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจากไม่ได้รับความเชื่อถือ ดังนั้น การสร้างเครดิตหรือความน่าเชื่อถือให้กับตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ และสิ่งที่ยืนยันความน่าเชื่อถือของเราได้คือ ผลการดำเนินงานของกิจการที่ผ่านมา รวมถึงสถานะทางการเงิน เช่นงบการเงินต่าง ๆ ประมาณการกำไรที่คาดว่าจะได้รับ

สินค้าหรือบริการที่จะผลิต ต้องสอดคล้องกับข้อมูลความต้องการของลูกค้า และที่สำคัญ สินค้าควรมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ไม่เหมือนใคร

การจัดจำหน่ายสินค้า ผู้เริ่มต้นธุรกิจควรดูความเหมาะสมของตลาดว่า จะจัดจำหน่ายในลักษณะใด เช่น ขายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ผ่านพ่อค้าคนกลาง มีผู้แทนจำหน่าย หรือหลายวิธีรวมกัน เป็นต้น

การจัดการทางการเงิน คือ การวางแผนการใช้จ่ายเงิน ให้เงินหมุนเวียนไหลคล่องตลอด สิ่งที่ช่วยให้รู้ฐานะการเงินของเรา คือ การทำบัญชี งบการเงิน ไม่ว่าจะเป็น งบดุล งบกำไรขาดทุน ประมาณการรายรับรายจ่าย เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้เริ่มต้นธุรกิจยังต้องแบ่งส่วนเงินทุนหมุนเวียนไว้ เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในกิจการ เช่น เงินเดือนพนักงาน เงินจัดซื้อวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เงินเหล่านี้ต้องควบคุมให้พอใช้ไม่ขาดมือ เพราะถ้าผู้ประกอบการสะดุดกับภาวะการเงิน กิจการอาจหยุดชะงักลงได้

พนักงาน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กิจการประสบความสำเร็จหรือไม่ ถ้านายจ้างสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม พนักงานก็จะมีขวัญ และกำลังใจที่ดีในการทำงาน ผลที่ตามมา กิจการจะเจริญรุดหน้า

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
นันทินาถ อมรประสิทธิ์, “การดำเนินธุรกิจ SMEs,” คู่มือดำเนินธุรกิจ SMEs,

จัดพิมพ์โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กรงเทพฯ : สำนักพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรม, 2543),
หน้า 3-1 - 3-19.

ก้าวแรกบนถนนธุรกิจ เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ โดยใช้เป็นแนวทางวัดและเตรียมความพร้อมของตนเองในด้านต่างๆ ก่อนลงสู่สนามแข่งขันทางการค้า

เอ็มมิลค์ นมสดแท้ 100% แฟรนไชส์ อันดับ 1

| 2553-09-04 | 0 ความคิดเห็น |

แฟรนไชส์นมสด ความหลากหลายที่คุ้มค่าลงทุนต่ำเพียง 21,000 เท่านั้น สามารถสร้างรายได้เป็นหมื่น

ลักษณะกิจการ ร้านขายนมสด, ขนมปังสังขยา
ชื่อธุรกิจ (ไทย) เอ็มมิลค์ นมสดแท้ 100%
ชื่อธุรกิจ (อังกฤษ) M MILK DAILY FRESH
ความเป็นมา จุดเริ่มต้นของ M MILK จุดเริ่มต้นธุรกิจ เป็นแนวคิดของพี่ชาย ที่ทำกิจการฟาร์มโคนมสดแท้ๆ 100% เมื่อทำมาระยะหนึ่งเห็นว่าคนไทยยังมีการบริโภคนมกันน้อยมากเมื่อเทียบกับคนในประเทศอื่นๆจึงหันมาพัฒนาธุรกิจเพื่อขยายตลาดนมสด ให้คนไทยตื่นตัวรู้จักคุณค่าของนมสดและบริโภคกันมากขึ้นและคิดว่าธุรกิจประเภทนี้เป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนไม่มาก ผลกำไรตอบแทนที่ตามมาสามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ดังนั้นจึงได้ทำ แฟรนไชส์ดังกล่าวขึ้นมา อาชีพเสริม
ลักษณะสินค้า
และบริการ สินค้าหลักๆ ของ M MILK DAILY FRESH นั้น คือ นมสดแท้ 100% และสังขยา ซึ่งทางเรานั้นต้องเก็บข้อมูลและคิดสูตรเฉพาะนี้ขึ้นมา ต้องใช้เวลาหาข้อมูลและลองผิดลองถูกจนได้สูตรที่ลงตัวเฉพาะของ M MILK DAILY FRESH MILK เท่านั้น ซึ่งจะ เน้นการใช้นมสดเป็นหลักและนมสดที่ดีต้องมีคุณภาพได้มาตรฐาน ใช้นมสดจากฟาร์มที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดจากประสบการณ์ที่อยู่ในวงการนมโคมากว่า 40 ปี เราต้องคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า

ที่มาของภาพ และ ข้อมุลประกอบ www.thaifranchisecenter.com

ส่วนสังขยานั้น ลักษณะของสังขยาที่ดีจะต้องมีความหอมของมะพร้าวและใบเตย และมีความข้นไม่มากหรือเหลวจนเกินไป วัตถุดิบที่นำมาทำต้องใช้ของที่สดและใหม่อยู่เสมอ เมื่อลูกค้าได้ชิมแล้วติดใจต้องกลับมาซื้ออีก

“เมนูของแฟรนไชส์ เอ็มมิลค์ แม้จะเหมือนกับร้านขายขนมปังสังขยาและนมสดทั่วไป เช่น กาแฟนมสด โกโก้นมสด น้ำแดงนมสด นมสดร้อน-เย็น สังขยาใบเตย แต่เชื่อว่ารสชาติจะเป็นที่ถูกปากของลูกค้า ซึ่งการสร้างจุดเด่นของสินค้าคงเป็นเรื่องของรสชาติที่ต้องใช้วัตถุดิบมีคุณภาพมาผลิตเป็นสินค้า รวมทั้งการบริการแบบเป็นกันเอง เพื่อให้ผู้ซื้อติดใจและมาเป็นลูกค้าประจำ”







ประเทศ Thailand
ค่าแฟรนไชส์ 21,000 บาท
จำนวนสาขา 150 สาขา
รายละเอียดสาขา กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
นโยบาย
การขยายสาขา ขายแฟรนไชส์ ขยายสาขาทั่วประเทศ โดยคำนึงถึงพื้นที่การขายของสาขาต่างๆ
การลงทุน 1.ผู้สนใจลงทุนจัดหาทำเลขาย (แหล่งชุมชน ตลาด เป็นต้น)
2.โทรสอบถามทางแฟรนไชส์เพื่อกำหนดจุดขาย
3.นัดวันทำสัญญาโดยชำระ 50 % และส่วนที่เหลือชำระวันส่งมอบ

ผลตอบแทนหลังจากที่ทำธุรกิจ
หลังจากที่ลงทุนแล้วระยะคืนทุนอยู่ที่ประมาณ 1-2 เดือน ดูได้จากการคำนวณดังต่อไปนี้

•น้ำแก้วราคาขาย 20 บาท ต้นทุน 13 บาท กำไร/แก้ว 7 บาท
•สังขยาขายชุดละ 25 บาท ต้นทุน 15 บาท กำไร/ชุด 10 บาท
•ขนมปังปิ้งขายชุดละ 20 บาท ต้นทุน 12 บาท กำไร/ชุด 8 บาท


\ ถ้าคุณมีลูกค้าอย่างน้อย 30 คน ขึ้นไป คุณจะมีรายได้ต่อเดือน อยู่ที่ประมาณ 9,600บาท

\ ถ้าคุณมีลูกค้าตั้งแต่ 60 คนขึ้นไปคุณจะมีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 14,700 บาทขึ้นไป


ธุรกิจนมสดยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากขณะนี้ภาครัฐพยายามหันมารณรงค์ให้คนไทยบริโภคนมสดกันมากขึ้น ดังนั้นเชื่อว่าหากคนไทยใส่ใจในสุขภาพ ธุรกิจของร้านก็จะเติบโตตามไปด้วย อีกทั้งการลงทุนสาขาแฟรนไชส์ของเอ็มมิลค์ ยังใช้เงินลงทุน ไม่มาก เพียงแค่รับสินค้าจากทางสาขาแม่ไปจำหน่าย

บางสาขาสร้างรายได้มากกว่าการทำงานประจำเสียอีก และธุรกิจนี้ทำได้ง่ายไม่ต้องใช้คนมากเพียงแค่คนเดียวก็สามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้านที่ต้องการรายได้เพิ่มหรือ คนที่มีงานประจำก็สามารถทำได้ไม่ยุ่งยาก ในส่วนของทำเลทางผู้ซื้อจะต้องเป็นผู้หาทำเลในการทำกิจการเอง

รูปแบบเคาน์เตอร์ไม้ เพิ่ม 4,000 บาท หรือ สามารถสั่งทำแบบพิเศษ ตามความต้องการของลูกค้าได้

ระยะเวลาคืนทุน ระยะคืนทุนอยู่ที่ประมาณ 1-2 เดือน
คุณสมบัติ
ผู้ลงทุน 1.ซื่อสัตย์ อดทน ตั้งใจจริง
2.ยิ้มแย้มแจ่มใส รักการค้าขาย


สิ่งที่แฟรนไชส์ซี่
จะได้รับ รูปแบบการลงทุน 21,000 บาท
(เมนูเครื่องดื่มร้อน- เย็น /ขนมปังปิ้ง) มีอุปกรณ์ ดังนี้
1.เคาน์เตอร์พร้อมป้ายตกแต่งเรียบร้อย
2.อุปกรณ์การชงครบชุด
3.ตู้กระจกสำหรับใส่สินค้าโชว์
4.ขวดโหลใส่วัตถุดิบ และหม้อต้มนมไฟฟ้า และวัตถุดิบอื่นๆ พร้อมขายทันที
รูปแบบการลงทุน 24,000 บาท
(เมนูเครื่องดื่มร้อน- เย็น /ปั่น /ขนมปังปิ้ง / ขนมปัง-สังขยา) มีอุปกรณ์ ดังนี้
1.เพิ่มเครื่องปั่นน้ำ 1 เครื่อง
2.เคาน์เตอร์พร้อมป้ายตกแต่งเรียบร้อย
3.อุปกรณ์การชงครบชุด
4.ตู้กระจกสำหรับใส่สินค้าโชว์
5.ขวดโหลใส่วัตถุดิบ และหม้อต้มนมไฟฟ้า และวัตถุดิบอื่นๆ พร้อมขายทันที


อื่นๆ •ไม่มีค่าแฟรนไชส์รายเดือน รายปี และค่าใช้จ่ายแอบแฝงอื่น ๆ
•มีสูตรชงเครื่องดื่มที่หลากหลาย
•ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้หลายกลุ่ม
•สามารถควบคุมต้นทุนได้และถึงจุดคุ้มทุนเร็ว
•มีเพียงพนักงานขาย 1 คนก็เริ่มธุรกิจได้

ชื่อผู้ติดต่อ คุณจอย คุณแมว และคุณชนะ
ที่อยู่ 78/409 ซ.เพชรเกษม 106 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กทม. 10160
โทร. 081-9377633, 085-1911170, 081-3403665
โทรสาร 02-8082983
อีเมล์ mail.m.milk@gmail.com
เว็บไซต์ www.m-milk.net

'ขนมเปี๊ยะดอกไม้' หน้าตาแปลกใหม่ น่าสน

| 2553-08-23 | 0 ความคิดเห็น |
การพลิกแพลงหน้าตาขนมนั้นเป็นเรื่องสำคัญในปัจจุบัน เพราะนอกจากเรื่องรสชาติของขนมแล้ว เรื่องหน้าตาก็เป็นส่วนสำคัญไม่น้อยในการเรียกลูกค้า ซึ่งกับ “ขนมเปี๊ยะ” นั้น เมื่อดัดแปลงหน้าตาก็จะกลายเป็นขนมที่ร่วมสมัย น่าทานและน่าซื้อในทุกโอกาสได้ อย่างเช่นที่ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมาแนะนำกัน...

อาจารย์ณนนท์ แดงสังวาล สาขาวิชาอุตสาหกรรมบริการอาหาร คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร) ได้แนะนำการดัดแปลงขนมเปี๊ยะเดิม ๆ เป็น “ขนมเปี๊ยะดอกไม้” ที่ดูแปลกตาน่าทาน ไม่จำเจในแบบเดิม ๆ ซึ่งน่าจะสร้างตลาดใหม่ ๆ ให้เกิดได้ และน่าจะเป็นของฝากที่คนได้รับชอบ ซึ่งการทำขนมเปี๊ยะให้เป็นรูปดอกไม้นั้น อาจจะดูเหมือนยากกว่าทำขนมเปี๊ยะรูปกลม ๆ แต่จริง ๆ แล้วกลับง่ายกว่ามาก ๆ และที่สำคัญขนมจะสุกง่ายมาก เวลาอบจะสุกถึงไส้ขนมเลยทีเดียว

อุปกรณ์การทำขนมเปี๊ยะดอกไม้ ก็เหมือนกับอุปกรณ์ทำขนมทั่วไป ซึ่งหมายรวมว่าต้องมีเครื่องตีแป้ง และตู้อบขนมเพิ่มมาด้วย ต้นทุนอุปกรณ์ตกอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทขึ้นไป

การทำขนมเปี๊ยะ อาจารย์ณนนท์บอกว่า จะมีการทำแป้ง 2 ส่วน และไส้ 1 ส่วน ซึ่งแป้ง 2 ส่วนนั้นคือแป้งชั้นนอกและแป้งชั้นใน โดยส่วนประกอบของแป้งชั้นนอก ตามสูตรประกอบด้วย แป้งเค้ก 500 กรัม, น้ำเย็น 250 กรัม, น้ำมันพืช 100 กรัม, เกลือป่น 5 กรัม, น้ำตาลทราย 50 กรัม, นมผง 15 กรัม, ไข่แดงไข่ไก่ (สำหรับแต่งหน้า 15 กรัม) และงาดำคั่ว (สำหรับตกแต่ง) 100 กรัม

ส่วนแป้งชั้นใน ใช้แป้งเค้ก 300 กรัม และน้ำมันพืช 150 กรัม

สำหรับตัวไส้ ส่วนผสม “ไส้ถั่ว” นั้น ตามสูตรจะใช้ถั่วเขียวเลาะเปลือก 500 กรัม, น้ำตาลทราย 600 กรัม, น้ำมันพืช 250 กรัม, เนยสด 50 กรัม, กลิ่นวานิลลา 2 ช้อนชา และนมผง 30 กรัม

วิธีทำ เริ่มที่แป้งชั้นนอก ร่อนแป้งเค้กและนมผงเข้าด้วยกันลงอ่างผสมที่เตรียมไว้ จากนั้นผสมน้ำตาลทราย เกลือป่น และน้ำเย็นเข้าด้วยกัน คนจนส่วนผสมละลายดี เทลงในส่วนผสมแป้ง ตีจนแป้งจับตัวเป็นก้อน (ใช้ที่ตีแป้งรูปตะขอ) จากนั้นเติมน้ำมันพืช ตีแป้งต่อจนแป้งเนียน ไม่ติดมือ จึงนำแป้งออกมาแบ่งเป็นก้อน ก้อนละ 20 กรัม คลึงแป้งเป็นก้อนกลมด้วยมือ คลุมด้วยผ้าขาวบาง พักไว้ 5-10 นาที เพื่อให้แป้งคลายตัว และพองขึ้น

แป้งชั้นใน ให้ร่อนแป้งเค้กลงในอ่างผสม เติมน้ำมันพืชลงไป และตีจนส่วนผสมจับตัวเป็นก้อน เสร็จแล้วตัดแบ่งแป้งหนักก้อนละ 10 กรัม แล้วคลึงให้เป็นก้อนกลม พักไว้

จากนั้นนำแป้งชั้นนอกที่เตรียมไว้ก่อนหน้ามาห่อแป้งชั้นใน ปิดตะเข็บให้สนิท นำแป้งมารีดตามยาว แล้วพับทบ 3 ทบ พักไว้ 5 นาที แล้วรีดตามยาวอีกครั้ง พับทบ 3 ทบ พักไว้ 5 นาที แป้งจะเป็นชั้น ๆ พักเตรียมไว้

ต่อไปเป็นการทำไส้ขนมเปี๊ยะที่เป็นไส้ถั่ว ซึ่งต้องทำเตรียมไว้ก่อนหน้า โดยล้างถั่วเขียวเลาะเปลือกให้สะอาด แช่ในน้ำเปล่าประมาณ 12 ชั่วโมง จากนั้นล้างให้สะอาดอีกครั้ง แล้วนึ่งถั่วจนสุก

บดถั่ว น้ำตาลทราย น้ำมันพืช กลิ่น วานิลลา และนมผง เข้าด้วยกันด้วยเครื่อง แล้วเทลงบนกระทะทองเหลือง เปิดไฟกลางกวนจนส่วนผสมข้น และสามารถ ปั้นเป็นก้อนกลมได้ แล้วเติมเนยสด กวนต่อจนส่วนผสมเข้ากันดี ยกลงพักไว้จนถั่วเย็น แบ่งถั่วเป็นก้อน ๆ หนักก้อนละ 15-20 กรัม คลึงเป็นก้อนกลม เตรียมไว้

ขั้นตอนการห่อไส้ รีดแป้งเป็นแผ่นบางประมาณ 14 เซนติเมตร ตัดแบ่งเป็น 2 ชิ้น ใส่ไส้ถั่วกวนระหว่างแป้ง 2 ชิ้น ประกอบปิดตะเข็บให้สนิท แล้วรีดอีกครั้งให้เป็นแผ่นหนาประมาณ 34 เซนติเมตร ใช้มือทำให้ตัวขนมเป็นรูปวงกลม จากนั้นใช้กรรไกรตัดแบ่งเป็น 12 ช่อง แล้วบิดหันกลีบให้สวยงาม วางลงบนเตาอบที่ทาด้วยเนยขาว ตกแต่งหน้าด้วยไข่แดง งาดำคั่ว

อบขนมที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส ประมาณ 30 นาที หรือกระทั่งสุก แซะออกจากถาดวางพักบนตะแกรงจนขนมเย็นสนิท แล้วนำไปอบควันเทียนประมาณ 10 นาที จนมีกลิ่นหอม จึงบรรจุภาชนะที่ปิดสนิท

แป้งปริมาณดังกล่าวข้างต้นจะทำ “ขนมเปี๊ยะดอกไม้” ได้ประมาณ 80 ลูก หรือ 80 ชิ้น โดยมีต้นทุนต่อสูตรประมาณ 200 กว่าบาท ตั้งราคาขายที่ชิ้นละ 10 บาท หรือแล้วแต่ตลาด ซึ่งนอกจากไส้ถั่วแล้วยังสามารถทำเป็นไส้อื่น ๆ อาทิ ไส้งาดำ ไส้ถั่วแดง หรือจะทำหน้าตา-ตกแต่งเป็นรูปแบบอื่น ๆ ก็ได้ อาทิ รูปสัตว์ต่าง ๆ ตามความสามารถ และความเป็นไปได้ เช่น รูปกระต่าย เป็นต้น

สนใจเรื่อง “ขนมเปี๊ยะดอกไม้” ต้องการติดต่อ อาจารย์ณนนท์ ติดต่อได้ที่ โทร. 0-2281-9231-4 ต่อ 2106, 08-5334-3993 08-5334-3993 ซึ่งนี่ก็เป็นตัวอย่างการพลิกแพลงรูปร่างหน้าตาของขนมเดิม ๆ ให้ “แปลกใหม่”.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล
ที่มาของบทความ เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th/

มุมมองของชีวิต