แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สร้างรายได้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สร้างรายได้ แสดงบทความทั้งหมด

หมวกแก๊ปเพนท์ เพิ่มรายได้

| 2553-09-08 | 0 ความคิดเห็น |
“หมวกแก๊ปเพนท์”
----@@@@----

“ต่อ-เอกราช คุ้มเสนียด” ปัจจุบันสร้างสรรค์ “หมวกแก๊ปเพนท์” จำหน่าย โดยเป็นการสร้างศิลปะลงบนหมวก จนเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติ เจ้าของผลงานเล่าว่า เรียนมาด้านศิลปะ จบจากโรงเรียนไทยวิจิตรศิลป์ แล้วก็ไปเรียนเพาะช่างต่อจนจบ ปวส. จากนั้นก็เรียนต่อด้านนิเทศศิลป์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา พอจบก็ทำงานเป็นฝ่ายศิลป์ ทำงานออกแบบอยู่เบื้องหลังการทำหนัง แต่หลังจากที่ทำงานอยู่ตรงนั้นได้สักระยะหนึ่งก็เริ่มรู้สึกเบื่อ จึงเริ่มที่จะมองหาช่องทางอาชีพใหม่ ๆ

“จนมีเพื่อนมาชวนไปขายเสื้อเพนท์ จึงตัดสินใจไปลงทุนขายเสื้อเพนท์กับเพื่อน ขายเสื้ออยู่กับเพื่อนได้ระยะหนึ่งก็เริ่มขยายร้านเปิดเพิ่มอีกหนึ่งร้าน แตกไลน์ขายเสื้อสกรีนลายแนวญี่ปุ่น ซึ่งหลังจากเปิดร้านใหม่ก็เริ่มมองหาสินค้าใหม่ ๆ เข้ามาขายเพิ่ม ซึ่งก็มองว่าหมวกแก๊ปที่มีขายอยู่ในท้องตลาดนั้นมีแต่หมวกที่ใช้เย็บปักลาย เป็นส่วนใหญ่ ยังไม่มีใครใช้วิธีการเพนท์เลย จึงได้ความคิดเพนท์ลายลงบนหมวกแก๊ปขายเป็นสินค้าใหม่”

เจ้าของผลงานบอกต่อไปว่า ที่เลือกการเพนท์หมวกแก๊ปขาย ก็เพราะว่ามีความรู้ทางด้านศิลปะอยู่แล้ว และเป็นงานที่ชอบ อีกอย่างหนึ่งงานเพนท์นั้นเป็นงานที่ทำได้อิสระ อยากใส่อะไรลงไปบนงานก็ได้ตามต้องการ และที่เลือกเพนท์หมวกแก๊ปก็เพราะว่าหมวกนั้นไม่ค่อยมีข้อจำกัดในเรื่องของไซซ์ เราเพ้นท์ได้จบในใบเดียวแล้วรอขายลูกค้าได้ทั่วไป ไม่เหมือนรองเท้าที่ต้องมีหลายไซซ์หลาย เบอร์ ซึ่งทำให้ต้องลงทุนสูง

“งานเพนท์หมวกเป็นงานแฮนด์เมด สร้างสรรค์ขึ้นมาทีละใบ ก็ทำให้ลูกค้าที่ซื้อไปมั่นใจได้เลยว่าเป็นหมวกที่มีอยู่แบบเดียวใบเดียวในโลก ไม่เหมือนใครอย่างแน่นอน” นี่ก็เป็นจุดขายสำคัญ

วัสดุอุปกรณ์ในการทำอาชีพนี้ หลัก ๆ ก็มี หมวกแก๊ป, สียาง (เป็นสีที่ใช้ในงานสกรีน), น้ำยาผสมสีสกรีน, หลอดใส่สี, ดินสอเขียนผ้า, ลูกบอลพลาสติกประมาณเบอร์ 4 เป็นต้น

หมวกแก๊ปที่ใช้จะใช้แบบเป็นผ้าทั้งใบหรือแบบด้านหลังเป็นตาข่ายก็ได้ แต่ต้องให้มีพื้นที่ข้างหน้าหมวกไว้สำหรับเพนท์ลวดลาย สีก็ใช้แม่สี คือน้ำเงิน เหลือง แดง และสีขาว สีดำ แต่ถ้าต้องการสีพิเศษก็ซื้อเพิ่ม ส่วนน้ำยาผสมสีสกรีน ถ้าจะไม่ซื้อก็ใช้น้ำแทนก็ได้ อย่างไรก็ตาม หลอดใส่สีควรจะมี เพราะช่วยทำให้งานวาดลวดลายง่าย ได้เส้นที่เนียนกว่าใช้พู่กัน เวลาเก็บก็ไม่ยุ่งยาก แต่ถ้าไม่มีก็ใช้พู่กันวาดก็ได้

“ส่วนการผสมสีนั้นต้องผสมให้พอดี ไม่เหนียวหรือเหลวเกินไป” เอกราชกล่าว

ขั้นตอนการทำ...เลือก ลายที่ต้องการจะวาด จากนั้นก็ออกแบบดีไซน์จัดวางลงบนกระดาษเพื่อเป็นแบบก่อน เมื่อวาดลงบนกระดาษเรียบร้อยแล้ว ก็นำหมวกมาใส่ลงบนลูกบอลพลาสติก เพื่อที่จะลงสีได้ง่ายขึ้น

จากนั้นก็ทำการลงสี โดยใช้หลอดบรรจุสีทำการบรรจุสีที่ผสมไว้แล้ว ทำการวาดโครงเส้นตามรูปแบบที่ออกแบบไว้ ถ้าไม่มีหลอดสีก็ใช้พู่กันแทนได้ ทั้งนี้ สำหรับมือใหม่ก็ควรจะใช้ดินสอเขียนผ้าวาดโครงเส้นไว้ก่อน แล้วจึงใช้สีลงทับ พอลงสีตามโครงเส้นเรียบร้อย ก็ตั้งทิ้งไว้รอให้สีแห้ง

พอสีแห้งแล้วก็ทำการลงสีในรูปตามต้องการ ลงสีในขั้นตอนนี้เรียบร้อยแล้วก็ตั้งรอให้สีแห้งก่อนอีกครั้ง จากนั้นจึงทำการเก็บรายละเอียดบนรูปอีกครั้ง แล้วก็ลงแสงเงาให้ภาพดูมีมิติ ดูสวยงามมากขึ้น

การลงสีแต่ละขั้นตอนต้องรอให้สีที่ลงไปก่อนหน้าแห้งเสียก่อน ถ้าสีไม่แห้งแล้วลงสีทับไป สีจะปนกันจนไม่สวย อีกอย่างเวลาสีแห้งก็จะได้ดูว่าสีที่ลงไว้อ่อนไปเพราะเนื้อผ้าดูดสีหรือไม่ ถ้าอ่อนไปก็ลงเพิ่มให้สีเข้มขึ้น

“หมวกแก๊ปเพนท์” ของร้านนี้ ลวดลายออกเป็นแนวญี่ปุ่น เป็นรูปจำพวก มังกร หงส์ ปลาคาร์ป ดอกซากุระ โดยเน้นออกแบบดีไซน์จัดวางรูปภาพที่มีความหลากหลาย โดยมีราคาขายอยู่ที่ใบละ 380 บาท แต่ถ้าซื้อตั้งแต่ 1 โหลขึ้นไปก็จะได้เป็นราคาส่งที่ถูกลงอีก นอกจากนี้ ยังทำเสื้อสกรีนขายควบคู่ได้อีกด้วย

“งานเพนท์หมวกแก๊ปเป็นงานที่ลงทุนไม่สูง ลงทุนประมาณ ไม่เกิน 3,000 บาท และสามารถฝึกหัดทำได้สำหรับมือใหม่ แต่ก็ต้องพอมีพื้นฐานด้านศิลปะอยู่บ้าง ที่สำคัญสามารถนำไปดัดแปลง ไปเพนท์ลงบนหมวกผ้าทรง อื่น ๆ ได้ด้วย หรือจะเพนท์บนสินค้าต่าง ๆ เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้า ก็ได้” เอกราชกล่าว
----@@@@----

ต่อ-เอกราช สร้างสรรค์หมวกแก๊ปเพนท์ลายเท่ ๆ ขายอยู่ที่ร้าน carapace ที่ตลาดนัดสวนจตุจักร โครงการที่ 14 ซอย 6 ห้อง 075 และยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มจากการรับออร์เดอร์สั่งทำ โดยการติดต่อผ่านทางเบอร์โทรศัพท์ 08-7979-1072 รวมถึงมีเว็บไซต์ twohand.ibuy.co.th ให้ดูตัวอย่างผลงาน ทั้งนี้ การเพนท์ลวดลายต่าง ๆ ลงบนวัสดุที่เป็นสินค้าอยู่แล้ว นี่ก็เป็นอีก “ช่องทางทำกิน” ที่น่าพิจารณา.

ที่มาของบทความ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th/

ไข่ตุ๋นปูอัด

| 2553-08-26 | 0 ความคิดเห็น |
ถึงแม้ว่า...บทความวันนี้ จะยังไม่สามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำแต่ก็ยังเป็นไอเดีย ในการสร้างรายได้ ลองนำไปต่อยอดกันดูนะครับ ใครที่มีเด็กอยู่ในบ้าน อาจจะเคยพบกับปัญหานี้ เด็กเบื่ออาหาร อะไรอะไร ก็ไม่อร่อย ถ้าใช่ เราขอแนะนำ เมนูอาหารสำหรับเด็ก
ไข่ตุ๋นปูอัด ทำง่าย แต่อร่อยล้ำก็ลองเอาไปทำทานกันดูนะจ๊ะ



เครื่องปรุง

1. ไข่ไก่(เบอร์ 1) 3 ฟอง
2. น้ำเปล่า
3. ปูอัด 3-4 แท่ง(หั่นแทยง)
4. แครอทหั่นลูกเต๋าเล็ก 2 ช้อนโต๊ะ หั่นแท่งเล็กน้อย
5. ต้นหอมซอย เล็กน้อย
6. ซิอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
7. ซอสปรุงรส 2 ช้อนชา
8. น้ำปลา 1/2 ช้อนโต๊ะ


1. ใส่น้ำในลังถึง จากนั้นนำลังถึงตั้งไฟ ระหว่างรอน้ำเดือด ตอกไข่ใส่ชาม ใช้ซ่อมตีไข่ให้ไข่แดงและไข่ขาวเข้ากัน ปรุงรสด้วย ซิอิ๊วขาว ซอสปรุงรส และน้ำปลา จากนั้นค่อยๆ เติมน้ำเปล่าลงไป คนให้เข้ากัน ใส่ปูอัดและแครอท ที่หั่นเตรียมไว้ส่วนหนึ่งลงในชาม แบ่งไว้ส่วนหนึ่ง เอาไว้แต่งหน้า จากภาพจะเห็นแครอทลอยอยู่บนไข่ ส่วนปูอัดจะจมอยู่ด้านล่างค่ะ
2. พอน้ำเดือด นำชามไข่ที่เตรียมไว้ ใส่ในลังถึงปิดฝา ใช้ไฟปานกลาง นึ่งประมาณ 20 นาที เมื่อไข่สุกจะได้ไข่ตุ๋นหน้าตาประมาณในภาพ ถึงขั้นตอนนี้อาจจะยังไม่ต้องให้ไข่สุก ทั้ง 100 % ก็ได้ค่ะ เพราะเดี๋ยวต้องแต่งหน้าแล้วนึ่งต่ออีก เอาเป็นว่าให้เกือบสุกก็แล้วกัน

เวลาที่ใช้ในการนึ่งจะไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับไข่ว่าเป็นไข่ที่ออกจากตู้เย็นหรือเปล่า และไฟที่ใช้บางทีอาจจะไม่เท่ากัน แต่ที่สำคัญ เวลาใส่ชามไข่ในลังถึง ต้องรอให้น้ำเดือดก่อนค่ะ


3. แต่งหน้าไข่ตุ๋นด้วย ปูอัด โรยแครอทแบบแท่ง ต้นหอมหั่นฝอย จากนั้นปิดฝาลังถึง นึ่งต่อประมาณ 2-3 นาที ให้ปูอัดและผักสุก ยกเสิร์พ ทานร้อนๆ อร่อยมากขอบอก

วิธีทดสอบว่าไข่สุกแล้วหรือยัง ให้ใช้ช้อนหรือซ่อมแทงลงไปที่เนื้อไข่ จิ้มลงไปเบาๆ ก็พอนะคะ ไม่ใช่กวนไข่ ถ้าไข่สุกเนื้อไข่จะเกาะกันดี หากเป็นน้ำสีไข่ดิบไหลขึ้นมา ก็แสดงว่าอาจจะยังสุกไม่ทั่วดี ปิดฝานึ่งต่ออีกหน่อยค่

ที่มาของบทความ http://www.thaifooddb.com/Recipe_Special/special_003.html

อาชีพการเพ้นท์เล็บ

| 2553-08-17 | 1 ความคิดเห็น |
อาชีพที่เกี่ยวกับความสวย ความงาม มาฝากเพื่อนๆ และอาชีพอิสระตัวนี้ไม่ใช่เฉพาะผู้หญิงที่ำได้ ผู้ชายเองก็ทำได้นะ อาชีพนี้คือ "การเพ้นท์เล็บ" บางคนบอกทำไม่เป็น แต่ job108 คิดว่าไม่มีอะไรเกินความพยายามของคนแน่นอน เพราะอาชีพที่เกี่ยวกับความสวยความงานนี้ ยังไปได้อีกไกล ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นเช่นไร แต่ผู้หญิง กับ ความสวย ก็ต้องอยู่คู่กันเสมอ


เรามาดูกันว่าการเพ้นเล็บมีแบบไหนบ้าง
-การเพ้นท์เล็บ ในน้ำ
วิธีการเพ้นท์เล็บในน้ำ จะเริ่มจากการเลือกเฉดสีที่จะเพ้นท์ ซึ่งควรเป็นสีที่ตัดกัน 2 สีขึ้นไป
เตรียมน้ำปริมาณเต็มแก้ว แล้วก็เริ่มหยดสีแรกในน้ำ และหยดสีที่สองตรงกลางของสีแรก
จาก นั้นใช้ไม้จิ้มฟันเกลี่ยให้สีเป็นลายเส้น
จากนั้นก็หงายเล็บแล้วจุ่มลงไปในบริเวณสีที่ลอยอยู่เหนือน้ำ
แล้วนำเล็บที่จุ่มสีแล้วขึ้นมาทิ้งไว้ให้แห้ง ประมาณ 2-3 นาที
หลังจากนั้นก็เคลือบเล็บด้วยเจลเคลือบชนิดใสเพื่อความเงาและปล่อยให้แห้ง หากมีสีส่วนเกินก็ให้เช็ดออก

-แค่นี้เพื่อนๆ ก็ได้เล็บสวยให้ลูกค้าแล้ว ซึ่งแต่ละเล็บจะมีลวดลายที่แตกต่างไม่ซ้ำกันเลย เป็นไง... ง่ายไหมทำแค่นี้ก็ได้เงินแล้ว

ต่อไป จะแนะนำการเพ้นท์เล็บปลอม ซึ้งกำลังเป็นที่นิยมกัน เพราะไม่ต้องนั่งรอนานๆ และมีลายให้เลือกมากมาย

เรามาเริ่มกันเลย
-อุปกรณ์การเพ้นท์เล็บ
เล็บปลอม
อุปกรณ์ตัดแต่งเล็บ เช่น กรรไกรตัดเล็บ ที่ตะไบเล็บ (ควรเลือกตะไบที่ไม่หยาบเกินไป) แท่งทำเล็บ แปรงสำหรับเล็บ หินขัดเล็บ
สีทาเล็บ
สีสำหรับ เพ้นท์เล็บ เช่น สีอะคริลิก ( Acrylic ) สีน้ำมันชนิดกันน้ำ
น้ำยารองพื้น และน้ำยาเคลือบเล็บ ( Top and Base Coat )
น้ำยาล้างเล็บ
พู่กัน เบอร์ 0 หรือพู่กันที่มีขนาดปลายค่อนข้างเล็ก หรือพู่กันที่ใช้เพ้นท์เล็บโดยเฉพาะ
วัสดุสำหรับตกแต่งเล็บ เช่น กากเพชร คริสตัล
ครีมสำหรับทาบำรุงจมูกเล็บ และครีมสำหรับมือ (ใช้ในกรณีทำการต่อเล็บปลอมให้ลูกค้า)
อื่นๆ เช่น สำลี ผ้าเช็ดมือ อ่างล้างมือ

ขั้นตอนการเพ้นท์เล็บปลอม
เลือกเล็บปลอมที่มีขนาดพอเหมาะกับขนาดเล็บมือ
ตัดแต่งเล็บปลอม ตามรูปแบบที่ต้องการ ลักษณะการตัดแต่งที่นิยมในปัจจุบันมี 2 รูปแบบ คือ การตัดแบบปลายตรง และการตัดแบบปลายโค้งมน สำหรับความยาวของเล็บขึ้นอยู่กับความต้องการเป็นหลัก
การตัดแต่งเล็บ ให้เริ่มตัดตรงส่วนจมูกเล็บ จากนั้นใช้ตะไบๆ ให้เข้ารูป โดยตะไบไปในทิศทางเดียวกัน
ทาน้ำยารองพื้นเล็บ พักไว้ให้น้ำยาแห้ง
เลือกสีทาเล็บเพื่อทารองพื้น ตามที่ได้ออกแบบไว้
การเพ้นท์เล็บจะต้องรอให้สีพื้นแห้งสนิทก่อน จากนั้นจึงเริ่มวางโครงร่างรูปแบบที่ออกแบบไว้ (ขั้นตอนนี้ขึ้นอยู่กับความชำนาญของแต่ละบุคคล) ผสมสี Acrylic ให้ได้สีที่ต้องการ ทำการเพ้นท์
เมื่อเพ้นท์เสร็จเรียบร้อยแล้ว หากมีสีเลอะให้ใช้สำลีชุบน้ำยาล้างเล็บค่อยๆ เช็ดส่วนที่ไม่ต้องการออกด้วยความระมัดระวัง รอให้สีเพ้นท์แห้ง (อาจจะใช้ไดร์เป่าผม หรือพัดลมช่วยเพื่อให้แห้งเร็วขึ้น)
ทาน้ำยาเคลือบเล็บ เพื่อความสวยงาม และป้องกันรอยขีดข่วน

อาชีพนี้เป็นอาชีพที่ลงทุนประมาณ 10% ของกำไรที่จะได้ สำรวจดูแล้วว่าราคาของอุปกรณ์ทำอาชีพเพ้นท์เล็บนี้ ใช้เงินลงทุนไม่กี่บาท ขณะที่ราคาค่าเพ้นท์เล็บ แบบปกติธรรมดาอยู้ที่ประมาณ 50-300 บาทต่อครั้ง ส่วนราคาค่าเพ้นท์เล็บแบบหยดน้ำจะมีราคาตั้งแต่ 100-1,000 บาทขึ้นไป จึงทำให้อาชีพนี้เป็นอาชีพอิสระที่น่าทำมาก

ข้อมูลและภาพจาก pattayadailynews.com, puansanid.com,th.88db.com

ขยะลวด...ถักทอจินตนาการ

| | 0 ความคิดเห็น |
วันนี้เราจะพามาชมการทำเศษลวดเป็นงานศิลปะ กระทั่งสามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้ ที่บ้านคุณเต๋า-สมชาย แซ่ตั้ง ซึ่งเหมาะกับช่วงเศรษฐกิจฟุบเช่นนี้เป็นอย่างยิ่ง

จุดประกายจินตนาการ

เพียงก้าวแรกที่เจ้าของบ้านใจดีเปิดประตูต้อนรับ เราก็ถูกสะกดไว้ด้วยความสวยงามของต้นไม้ลวดที่สูงใหญ่ราว 2 เมตร ที่แผ่กิ่งก้านสาขาอ่อนช้อยอยู่ภายในบ้าน ด้วยเส้นสายลายถักที่สอดประสานกันอย่างประณีตบรรจง ต้นไม้นี้จึงไม่เหลือความแข็งกระด้างซึ่งเป็นธรรมชาติของเส้นลวดให้เราได้สัมผัสถึง

คุณเต๋าเล่าถึงแรงบันดาลใจว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้น สนใจปลูกบอนไซตามคุณพ่อ ซึ่งเป็นงานที่ต้องทำงานอยู่กับลวดตลอดเวลา เมื่อมีขยะเหลือใช้จากลวดจึงเริ่มนำมาประดิดประดอย

“เศษลวดไม่ว่าจะสั้นหรือยาวแค่ไหนให้เก็บไว้ เพราะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ สร้างสรรค์งานได้ อย่างเศษลวดจากราวตากผ้า ไม้แขวนเสื้อ ขยะเศษลวดทั้งจากที่บ้าน ที่ทำงาน นำมาให้ได้ทั้งนั้น”

หลังจากจดๆ จ้องๆ อยู่นาน ก็ชักจะคันไม้คันมือ อยากลองทำกับเขาบ้าง เราไปลงมือทำกันดีกว่าค่ะ

งานลวด ไม่ยากอย่างที่คิด

คุณเต๋าเล่าถึงงานลวดว่ามีด้วยกัน 3 ประเภท คือ ดัด พัน และถัก

“สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ เริ่มจากชิ้นเล็กๆ ง่ายๆ ตามที่ใจเราชอบ สังเกตจากสิ่งรอบๆ ตัว เช่น ตัวสัตว์ต่างๆ ดอกไม้ แล้วร่างรูปแบบง่ายๆ ในกระดาษก่อน จากนั้นนำเส้นด้ายมาขดตามที่รูปร่างตามเราต้องการ เพื่อกะความยาวของลวดที่จะใช้ ตัดลวดตามความยาวนั้น แล้วค่อยลงมือดัดทำ เศษลวดเก่าออกสีหมอง ก็สามารถนำมาพ่นสีสเปรย์ให้ใหม่ได้”

จากการพัฒนางานอย่างไม่หยุดนิ่ง คุณเต๋าก็สามารถผลิตของใช้ต่างๆ ออกมามากมาย เช่น ที่หนีบนามบัตร ที่แขวนต่างหู เชิงเทียน โคมไฟ ทั้งยังนำมาผสมผสานเข้ากับวัสดุอื่นๆ ได้ตามจินตนาการเช่น ตอไม้ ขวดแก้ว ลูกปัด พลาสติก จนได้ของใช้ที่สวยงามแปลกตา

คุยกันไปคุยกันมา ในที่สุด มือใหม่อย่างเราก็สามารถสร้างสรรค์ที่เสียบนามบัตรที่มีรูปร่างสีสรรค์ออกมาได้สวยไม่น้อย ตอนนี้เห็นด้วยกับคุณเต๋าร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วค่ะว่า งานลวดทำให้จินตนาการเป็นจริงได้ง่ายนิดเดียว

สนใจเรียนฟรี คุณสมชาย แซ่ตั้ง (เต๋า) สอนอยู่ที่ ตลาดนัดสนามหลวง 2 (ส่วนขยายศูนย์อาหารโซน 1) วันเสาร์ สนใจติดต่อ 081-816-2595

ขอบคุณข้อมูล : นิตยสารชีวจิต

ซูชิ 5 บาท ทำเงิน สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

| 2553-08-14 | 2 ความคิดเห็น |
ยุคนี้คนไทยนิยมรับประทานอาหารญี่ปุ่นกันไม่น้อย รวมถึงอาหารที่เรียกว่า “ซูชิ” ซึ่งก็มีผู้ที่นำเอาซูชิมาใช้เป็น “ช่องทางทำกิน” ได้อย่างน่าสนใจ ดังเช่นรายที่ทางทีมงานจะนำเสนอในวันนี้...

ศรีกาญจนา วงษ์ชื่น เจ้าของร้าน “ซูชิ ชิ้นละ 5 บาท” ทำขายกันใหม่ ๆ ที่ตลาดนัดหลังกระทรวงการคลัง ขายมาเกือบ 1 ปีแล้ว เธอบอกว่า ด้วยความที่ชอบทำสิ่งสวย ๆ งาม ๆ จึงเปลี่ยนจากอาชีพเดิมมองหาอาชีพใหม่ที่เกี่ยวข้องกับความชอบ ก็มีเพื่อนแนะนำให้ขาย “ซูชิ” พร้อมทั้งบอกวิธีทำ และสอนเทคนิคการทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ ซึ่งตนเองก็มีความมั่นใจในความคิดว่าอาหารประเภทนี้ยังพอมีทางไปได้แน่ ๆ แม้ว่าส่วนตัวจะไม่ค่อยชอบก็ตาม หลังจากหาทำเลขายได้แล้ว วันแรกก็ไปซื้อของ วันที่สองนั่งหัดทำที่บ้านทั้งวัน พอวันที่สามจึงออกขายเลย ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อว่าขายหมดตั้งแต่วันแรก


เมื่อประสบผลสำเร็จในวันแรก จึงมุมานะพยายามมากขึ้น ด้วยการออกแบบหน้าซูชิต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอีกเพื่อความหลากหลาย อันเป็นการสร้างแรงดึงดูดให้ลูกค้าแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนร้านมากขึ้น จากเดิมที่หน้าซูชิในระยะเริ่มแรกมีเพียง 8-9 หน้า เมื่อ 8 เดือนผ่านไป หน้าซูชิก็มีเพิ่มขึ้นถึง 30 หน้าแล้ว และเธอก็ยิ่งมีความมั่นใจว่าอาหารประเภทซูชินี้มีอนาคตแน่นอน หากมีฝีมือ และมีทำเลที่ดี

ในแต่ละวัน ศรีกาญจนาจะใช้ข้าวญี่ปุ่น เฉลี่ยวันละ 7 กก. ซึ่งราคาค่อนข้างสูง คือประมาณ 60 บาท/1 กก. ไม่สามารถลดต้นทุนด้วยการใช้ข้าวไทยได้ เพราะร่วน ไม่เหนียว เวลาห่อออกมาแล้วข้าวแตก ไม่เกาะกัน

นอกเหนือจากข้าวแล้ว วัตถุดิบอื่น อาทิ หน้าซูชิต่าง ๆ แผ่นสาหร่าย ซอสญี่ปุ่น วาซาบิ ก็ควรสั่งซื้อจากที่เดียวกัน เพื่อป้องกันความสับสน

การหุงข้าว หุงด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าแบบปกติ แต่มีเทคนิคในการเพิ่มรสชาติให้ข้าวไม่จืดชืดด้วยการเติมน้ำซุปสูตรพิเศษ ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างน้ำส้มสายชู 1 ถ้วย และน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ ที่ละลายให้เข้ากัน ราดลงให้ทั่วข้าวหลังจากที่ข้าวสุกแล้ว จากนั้นถ่ายข้าวสุกใส่ในภาชนะพลาสติกสีขาวอย่างดี ตั้งพักไว้ให้ข้าวเย็นลง เพื่อจะได้ไม่ร้อนมือเวลาที่ปั้นข้าว และต่อมาก็จะเป็นการม้วนข้าว ซึ่งจะใช้สาหร่ายแผ่น ขนาดประมาณ 8X5 นิ้ว ในแต่ละวันถ้าใช้ข้าว 7 กก. จะใช้แผ่นสาหร่ายประมาณ 70-80 แผ่น

การม้วนข้าวนั้นจะมีอุปกรณ์ตัวช่วย 1 อย่างที่ขาดไม่ได้ คือ แผ่นไม้ม้วนข้าว ทำมาจากไม้ วางแผ่นสาหร่ายลงไปบนแผ่นม้วนข้าว ตักข้าวประมาณ 1 ทัพพีกว่า ๆ ลงไปบนแผ่นสาหร่าย เกลี่ยข้าวให้ทั่ว บีบมายองเนสตามแนวขวางบนแผ่นสาหร่ายด้านบน เพื่อทำหน้าที่เป็นกาวให้แผ่นสาหร่ายติดกันเวลาม้วน จากนั้นม้วนข้าวให้เป็นก้อนกลม ซึ่งการม้วนข้าวนี้กว่าจะม้วนให้ออกมาสวยก็ต้องฝึกกันหน่อย

ม้วนแล้วก็ใช้กรรไกรคมกริบตัดข้าวห่อสาหร่ายออกมาเป็นชิ้น ๆ ข้าวห่อสาหร่าย 1 แท่งจะตัดออกมาได้ 8 ชิ้น และข้าวสวย 7 กก. จะม้วนข้าวได้เท่ากับจำนวนสาหร่ายแผ่นที่ใช้ในแต่ละวัน

ต่อมาก็เป็นเรื่องของ “หน้าซูชิ” หน้าหลัก ๆ ที่จำเป็นต้องมีระยะเริ่มต้น มีเพียง 5-6 อย่างเท่านั้น ได้แก่ ไข่กุ้งส้ม 500 กรัม, ยำสาหร่ายเขียว 250-500 กรัม, กุ้งต้ม 100–150 ตัว, ปูอัด 100-150 ชิ้น, ไข่หวาน 500 กรัม, ปลาแซลมอน (ปลาดิบ) และครีมมายอง เนส หากขายแล้วได้กำไร ก็สามารถลงทุนซื้อหน้าเพิ่มได้อีก อาทิ ไข่กุ้งแดง ไข่กุ้งดำ ปลาไหล แมงกะพรุน ฯลฯ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของสินค้า

หน้าซูชิหลัก ๆ ที่ต้องวางโชว์หน้าร้านแบบขาดไม่ได้มี 8-9 หน้า ได้แก่ หน้ากุ้ง, หน้าปูอัด, หน้าปลาแซลมอน (ปลาดิบ), หน้าไข่กุ้งส้ม, หน้ายำสาหร่ายเขียว, หน้ายำสลัดปูอัด, หน้าสลัดไข่กุ้งส้ม, หน้าไข่หวาน หลังจากนั้นก็เพิ่มความหลากหลายได้ถึง 30 หน้า อาทิ หน้าชีส, หน้าสลัดทูน่า, หน้าแมงกะพรุน, หน้าแฮม, หน้าปลาซาบะ, หน้าก้ามปู, หน้าหอยเชลล์ ฯลฯ โดยขายในราคาชิ้นละ 5 บาท

“ที่ร้านจะทำไปขายไป หากของเหลือก็จะไม่นำมาขายซ้ำอีก และของหมุนเวียนที่ใช้ทุกวันจะซื้อมาตุนคราวละจำนวนมาก ๆ แต่จะต้องให้หมดภายในเวลา 3 วัน” ศรีกาญจนาบอก

การทำหน้าซูชินั้น อารมณ์ต้องเย็น ต้องประณีตเพื่อความสวยงาม ที่สำคัญ ของที่ใช้แต่งหน้าซูชินั้น ต้องทำให้ดูมาก พูน น่าทาน ซึ่งก็ต้องตักเยอะจริง ๆ เมื่อลูกค้าซื้อไปทานแล้ว จะได้คุ้มค่าเงินที่จ่ายไป

สัดส่วนข้าวในปริมาณดังกล่าว ใช้เงินลงทุนวัตถุดิบรวมวันละประมาณ 3,000-4,000 บาท หากขายหมดจะได้เงินประมาณ 5,000-6,500 บาท ซึ่งล่าสุดกระแสความนิยมอาหารชนิดนี้ก็ยังไม่ตก

ศรีกาญจนา ขาย “ซูชิ ชิ้นละ 5 บาท” เป็น “ช่องทางทำกิน” อยู่ที่ตลาดนัดหลังกระทรวงการคลัง เยื้องกับ 7-11 ทุกวัน เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 07.00-13.30 น. ใครหาร้านไม่เจอก็ โทร. 08-1614-9593

ที่มา เดลินิวส์

มุมมองของชีวิต